กระทบไหล่ Oliver Stone :

กระทบไหล่ Oliver Stone :

เบื้องหลัง Snowden จอมแฉเขย่ามหาอำนาจ

เมื่อได้นั่งลงสัมภาษณ์นักสร้างหนังมือชั้นระดับโลกอย่าง Oliver Stone วันก่อน สิ่งแรกที่สังเกตได้คือความทุ่มเทใส่ใจกับคุณภาพระดับสากล ไม่ว่าจะดึงคำถามไปประเด็นอื่นใด เขาจะวกกลับมาเรื่อง เนื้อหาต้องซื่อสัตย์และโดนใจคนดู

โอลิเว่อร์ สโตนมากรุงเทพเพื่อเปิดตัวหนัง “Snowden” ที่ผมรอคอยมาระยะหนึ่ง หลังจากที่ได้ข่าวว่าเขาบินไปเจอเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนที่มอสโควเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น ว่าจะสร้างเป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตของหนุ่มวัย 29 ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยการเปิดโปงความลับระดับโลก ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ขณะทำงานอยู่กับหน่วยงานลับสุดยอดนี้ได้อย่างไร

ผมเจอสโนว์เดนที่มอสโคว 9 ครั้งจึงตัดสินใจว่าจะต้องทำหนังเรื่องนี้ให้คนทั้งโลกได้รู้จักเขาคนนี้ โอลิเวอร์บอกระหว่างสนทนาเมื่อผมถามว่า ทำไมต้องทำหนังเกี่ยวกับสโนว์เดน

“ปกติผมจะไม่ทำเรื่องอะไรที่ยังดำเนินเรื่องอยู่ แต่ในกรณีนี้ผมถือเป็นหน้าที่ที่จะทำความจริงให้ปรากฏ” เขาพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงของคนที่มีความคลั่งไคล้ กับการนำเสนอเนื้อหาของมนุษย์ผ่านจอภาพยนต์ด้วยมาตรฐานระดับเทพ

โอลิเว่อร์ สโตนบอกผมว่าเขาเป็นชาวพุทธ และใช้การทำสมาธิช่วยในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผมพยายามจะเป็นชาวพุทธที่ดี และตามไล่ล่าหาความจริงผ่านหนัง กำกับมาแล้ว 20 เรื่องและเขียนบทแล้ว 5 เรื่อง และจะยังทำต่อไปตราบเท่าที่ยังต้องเสาะแสวงหาสัจธรรมของโลกต่อไป

โอลิเวอร์ สโตนปีนี้อายุ 70 โด่งดังจากบทบาทหลากหลายทั้งผู้กำกับหนังดัง ๆ หลายเรื่อง อีกทั้งเป็นผู้อำนวยการผลิตและคนเขียนบทมาแล้วอย่างโชกโชน

สโตนชอบทำหนังสงครามและการเมืองเป็นชีวิตจิตใจ เพราะเคยเป็นทหารมะกันมารบในเวียดนาม ได้รับบาดเจ็บถึงสองครั้ง เขาสร้างเรื่อง Platoon เมื่อปี 1986 เพื่อสะท้อนถึงสภาพสงครามเวียดนามได้อย่างร้อนแรง

ตามมาด้วยเรื่อง Born on the Fourth of July ในปี 1989 และก่อนหน้านั้นเรื่องราวสงครามกลางเมืองของซัลวาดอร์ชื่อ Salvador

เรื่องที่ประทับใจผมเป็นพิเศษเห็นจะเป็น JFK ในรูปของกึ่งสารคดีและนิยาย เพื่อให้เข้าซึ้งถึงการเมืองสหรัฐฯอย่างลุ่มลึก

เมื่อสโตนตัดสินใจทำ Snowden ผมจึงไม่แปลกใจนัก เพราะเป็นเรื่องราวการเมือง, ความอื้อฉาวขององค์กรความมั่นคงสหรัฐฯ ที่แอบเก็บข้อมูลส่วนตัวของประชาชนคนอเมริกัน และผู้นำต่างประเทศ อย่างสุ่มเสี่ยงกับการฝ่าฝืนกฎหมาย และล่วงล้ำสิทธิส่วนตัวอย่างจะแจ้ง

หนังเรื่องใหม่ล่าสุดที่เขามาเปิดด้วยตัวเองที่กรุงเทพฯ เมื่อวันจันทร์ตัวเอกคือเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนที่เคยเป็นเจ้าหน้าที่ซีไอเอ และทำงานให้กับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ National Security Agency (NSA) ตัดสินใจสร้าง วีรกรรม (บางคนบอกเป็นการทรยศต่อชาติ) ระดับโลกด้วยการเปิดเผยเอกสารลับครั้งมโหฬาร ให้กับคนทั้งโลกผ่านหนังสือพิมพ์ The Guardian ของอังกฤษเมื่อเดือนมิถุนายน 2013

ก่อนหน้านี้มีหนังสารคดีหัวข้อเดียวกันชื่อ Citizenfour ที่สร้างความเกรียวกราวมาแล้ว

วันนี้โอลิเวอร์ สโตนต้องการสร้างให้เป็นภาพยนต์กึ่งสารคดี ที่ตอกย้ำถึงความคิดคำนึงและชีวิตของสโนว์เดน ที่ตัดสินใจทำในสิ่งที่น้อยคนจะกล้าแม้แต่จะคิด... และทุกวันนี้ยังต้องหลบลี้หนีภัยในรัสเซีย เพราะถูกทางการสหรัฐไล่ล่าอย่างไม่ลดละ

สโตนได้พบกับสโนว์เดนตัวต่อตัวที่มอสโคว เมื่อตกลงจะเดินหน้าผลิตหนังเรื่องนี้ ดาราที่จะแสดงเป็นสโนวเดนคือ Joseph Gordon-Levitt ก็ไปพบกับเจ้าของเรื่องราวชีวิตที่ดังไปทั่วโลก ที่เมืองหลวงของรัสเซียเมื่อปีที่แล้วก่อนการถ่ายทำจะเริ่มขึ้น

“สโนว์เดนเป็นเด็กซื่อใส ไม่มีแผนร้ายกาจ ไม่มีวาระส่วนตัว ที่เขาทำก็เพราะเขาทนเห็นการที่รัฐบาลอเมริกัน สอดแนมประชาชนทุกคนโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมแม้แต่น้อย...” ผู้กำกับคนดังบอก

สโตนเคยประกาศวิธีการทำหนังของเขาว่า

ผมทำหนังที่คุณดูแล้วต้องเกาะติดทุกนาที เสมือนหนึ่งว่าคุณจะต้องตายถ้าพลาดช่วงนาทีต่อไป... ห้ามหลบออกไปซื้อป๊อบคอร์นเป็นอันขาด”!

ผมดูเรื่อง Snowden ในรอบพิเศษเมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา รู้ซึ้งเลยว่าเขาทำได้จริง ๆ

ผมถามเขาว่าหนังเรื่องต่อไปอยู่ในสมองหรือยัง?

“มีแล้ว แต่ไม่บอกคุณ เหมือนคุณเป็นนักข่าว ข่าว exclusive คุณต้องเก็บไว้ก่อนใช่ไหม?”

เสียงหัวเราะก้องกังวานของเขาสะท้อนถึงความสุข ของการได้ทำงานโดยไม่สนใจว่าอายุจะข้ามตัวเลข 7 กี่ปีก็ตาม

ติดตามอ่าน ฟังและชมคำให้สัมภาษณ์สนุกสนานอย่างได้สาระ ของผู้กำกับที่ผมชื่นชอบที่สุดคนหนึ่งของวงการ ในสื่อเครือเนชั่นครับ