สองอาทิตย์ก่อน องค์กรโพ้นทะเลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือ OECD ได้ออกรายงานเตือนว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้า
จะขยายตัวในอัตราต่ำสุดตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 คือ ขยายตัวร้อยละ 2.9 ปีนี้ และ ร้อยละ 3.2 ปีหน้า อัตราการขยายตัวที่ต่ำนี้จะไม่สามารถเพิ่มการจ้างงาน สร้างรายได้ และขยายกำลังซื้ออย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ และการไม่มีงานทำ จะเป็นปัญหาและความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกต่อไป
โออีซีดี เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ มองว่าความเป็นเสรีของตลาดสามารถสร้างการเติบโตต่อเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เกิดขึ้นจริง การเติบโตของการค้าโลกได้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา เห็นได้จากกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของการค้าโลก จนนำไปสู่โมเดลการเติบโตเศรษฐกิจที่มีการส่งออกและการลงทุนเป็นตัวนำ บนพื้นฐานของความได้เปรียบด้านค่าจ้างแรงงาน โมเดลการเติบโตนี้ประสบความสำเร็จมากช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา และเป็นกลไกสำคัญให้เศรษฐกิจอย่างประเทศไทย สามารถพัฒนาขึ้นเป็นประเทศระดับรายได้ปานกลางที่สูงของโลก
แต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก ปี 2008 ปริมาณการค้าโลกได้ลดลงอย่างน่าตกใจ จากที่เคยขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5-6 ต่อปีในอดีต ล่าสุดปีที่แล้วปริมาณการค้าโลกขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8 และคาดว่าจะขยายตัวในอัตรานี้ในปีนี้ ที่สำคัญเศรษฐกิจโลกที่ชะลอและความต้องการใช้จ่ายที่ลดลง ได้ทำให้ราคาสินค้า วัตถุดิบ อุตสาหกรรม น้ำมัน และบริการได้ปรับลดลงมาก ผลก็คือมูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้าและบริการทั่วโลกได้ปรับลดลงมากเช่นกัน ในปี 2015 มูลค่าการส่งออกทั่วโลกลดลงร้อยละ 13.5 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าลดลงร้อยละ 12.4 ซึ่งหมายถึง การหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกพร้อมกัน
เท่าที่มีการวิเคราะห์ เหตุผลหลักของการชะลอตัวของการค้าโลกหลังปี 2008 คงมาจากสามปัจจัย หนึ่ง คือ การลดลงของกำลังซื้อจากที่เศรษฐกิจโลกได้ชะลอลงมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน รวมถึงการลดการปล่อยกู้ด้านการค้าของสถาบันการเงินระดับโลก ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ความต้องการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศลดลง
สอง คือ ปฏิกิริยาด้านลบที่ประชาคมโลกมีต่อนโยบายความเป็นเสรีของตลาด และการค้าระหว่างประเทศที่มองว่าได้นำไปสู่การไม่มีงานทำ การลดลงของรายได้ และปัญหาผู้อพยพในประเทศของตน ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในประเทศอุตสาหกรรมรู้สึกว่ามาตรฐานความเป็นอยู่ของตนถูกกระทบ และไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายความเป็นเสรีดังกล่าว ที่สำคัญการเปิดเสรีด้านเงินลงทุน คือ การไหลเข้าออกอย่างเสรีของเงินทุนระหว่างประเทศ ก็ถูกมองว่าให้ประโยชน์ต่อคนที่มีฐานะ มีรายได้ ที่ใกล้ชิดกับตลาดทุน ขณะที่ประชาชนทั่วไปไม่ได้ประโยชน์ นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้น ทั้งหมดจึงเกิดกระแสที่ต้องการปิดกั้นและลดความเป็นเสรีของการค้า การเคลื่อนไหวของทุนและกำลังแรงงานข้ามพรมแดน เพื่อรักษารายได้และการมีงานทำ ความรู้สึกเหล่านี้นับวันจะมีให้เห็นมากขึ้นจากการเติบโตของแนวคิดอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่ว่าจะในสหรัฐ อังกฤษ เยอรมันนี และฝรั่งเศส เป็นปรากฎการณ์ที่ทำให้ข้อตกลงการค้าที่กำลังดำเนินการอยู่ในหลายวงเจรจาต้องหยุดชะงัก
สาม คือ นโยบายของประเทศกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีนที่ต้องการลดการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนมาเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการใช้จ่ายในประเทศแทน คือ การใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชนที่น่าจะทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวมีเสถียรภาพ และไม่อ่อนไหวขึ้นลงตามวัฏจักรของเศรษฐกิจโลก ในกรณีของจีน นโยบายนี้มีผลให้ผู้ผลิตในจีนเปลี่ยนนโยบายลดทอนการใช้ห่วงโซ่การผลิตในต่างประเทศ (supply chain) คือ บริษัทในต่างประเทศที่ในอดีตจีนเคยใช้เป็นเครือข่ายการผลิตที่ขายวัตถุดิบและสินค้าชิ้นส่วนหรือสินค้าขั้นกลางให้บริษัทจีน หันมาใช้บริษัทที่ผลิตสินค้าในประเทศจีนแทน เพื่อการสร้างงานและรายได้ให้กับคนในประเทศจีน โดยเฉพาะประชากรในพื้นที่ห่างไกล การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้เศรษฐกิจประเทศในเอเชียรวมถึงไทยได้รับผลกระทบไปด้วย
ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำต่อเนื่องจากนี้ไป รวมถึงการค้าโลกที่จะชะลอตัวและจะกระทบการส่งออกของไทย ประเทศไทยจึงต้องปรับตัวหาฐานรายได้ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คำถามคือเราจะหาตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ได้ที่ไหน
ในระยะยาว คำตอบคงอยู่ที่การพัฒนาอุตสาหกรรมส่งออกใหม่ที่เน้นนวัตกรรม ความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถในการแข่งขัน แต่ในระยะสั้นคำตอบที่ง่ายและมีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ อาศัยประโยชน์ของการค้าและการลงทุนของภูมิภาคเป็นตัวขับเคลื่อน โดยเฉพาะการค้าระหว่างกลุ่มประเทศในอาเซียนที่ขณะนี้มีเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.4 ของการค้าต่างประเทศของไทย โดยใช้ประโยชน์ของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในอาเซียนที่กำลังเติบโตเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งเศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจไทย
อาเซียนขณะนี้เป็นประชาคมเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง เป็นที่สองในเอเชีย มีประชากรกว่า 626 ล้านคน มีขนาดของเศรษฐกิจ 2.4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ใหญ่กว่าอินเดีย ที่สำคัญอาเซียนเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพจะขยายตัวในอัตราที่ดีต่อไป เพราะประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน มีความต้องการที่จะซื้อสินค้าและต้องการใช้จ่าย และกลุ่มสินค้าที่เป็นที่ต้องการของประชากรอาเซียนทั้งในด้านการบริโภค และการลงทุนก็อยู่ในความสามารถของภาคธุรกิจไทยที่จะตอบสนองได้เป็นอย่างดี ทำให้กลุ่มอาเซียนเป็นพื้นที่ที่ไทยควรยึดเป็นฐานในการขับเคลื่อนสินค้าและการส่งออกเพื่อตอบสนองความต้องการที่กำลังเติบโต ทดแทนตลาดในประเทศอุตสาหกรรมที่ซบเซา ที่สำคัญสำหรับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา และเวียดนาม ไทยควรวางตำแหน่งตัวเองให้เหมือนเป็นประเทศสิงคโปร์ของประเทศเหล่านี้ที่การค้า การลงทุน และการใช้จ่ายของประเทศเหล่านี้กับเศรษฐกิจโลกจะสะดวกกว่าถ้าทำผ่านหรือทำที่ประเทศไทย เพราะประโยชน์ที่ได้จากที่ตั้ง ต้นทุน คุณภาพ และประสิทธิภาพของการทำธุรกิจในประเทศไทย
นี้ คือ จุดที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญมาก เพื่อฟื้นอุตสาหกรรมส่งออกของเราที่กำลังซบเซา









