วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหายไปไหนบ้าง?

ขณะนี้การจัดบริการสาธารณะด้านการแพทย์และสาธารณสุขมีปัญหามากมาย ปัญหาสำคัญอันหนึ่งคือ งบประมาณกองทุน

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ “ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุน และส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ” นั้นหายไปจากหน่วยบริการเกือบครึ่งหนึ่งของงบประมาณที่ สปสช.ได้รับมาจากรัฐบาล ตามรูปที่ 1 (ข้อมูลจากสปสช.)

จะเห็นได้ว่างบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มขึ้นถึง 150,000 ล้านบาทต่อปี งบประมาณค่าตอบแทนบุคลากรสาธารณสุข ประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี เงินค่ารักษาผู้ป่วยในระบบ 30 บาท ที่โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเรียกเก็บได้จากสปสช.สูงสุดเพียง 60,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่สปสช.(ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)นำเงินกองทุนไปบริหาร (ใช้เอง) 40,000-50,000 ล้านบาทต่อปี

ซึ่งการที่สปสช.นำเงินไปใช้จ่ายเองสูงพอๆกับที่สปสช.ส่งให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยในระบบ 30 บาท ทำให้กระทรวงสาธารณสุขขาดเงินในการนำไปรักษาผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลหลายแห่งประสบภาวะขาดดุลงบประมาณในการดำเนินการรักษาพยาบาลปราชน รฑ.หลายแห่งมีสถานะทางการเงินติดลบ (บัญชีตัวแดง) หลายแห่งสุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลาย บางแห่งสามารถจัดหายาให้ผู้ป่วยได้เพียง 30% (3 ใน 10 ของที่ผู้ป่วยควรจะได้รับ )

ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานและการใช้จ่ายงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 11/2558 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ได้สรุปว่า สปสช.ทำผิดกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการใช้จ่ายงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหลายประเด็น และการใช้จ่ายเงินผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายนี้ ทำให้มีเงิน “หายไปจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มากมาย จนทำให้เงินที่จำเป็นในการรักษาผู้ป่าวยในระบบ 30 บาทขาดแคลน ส่งผลให้ผู้ป่วยขาดโอกาสที่จะได้รับการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานการรแพทย์

ซึ่งประเด็นการบริหารกองทุนที่ไม่ถูกกฎหมายตามที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯข้างต้นได้สรุปรายงานไว้ดังนี้คือ

ประเด็นที่ 1 การจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวมี 2 ประเด็นย่อยคือ

ประเด็นย่อยที่ 1 การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้ให้บริการขัดกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ประเด็นย่อยที่ 2 การนำเงินค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำของโรงพยาบาล เป็นการขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ประเด็นที่ 2 มี 2 ประเด็นย่อยคือ

ประเด็นย่อยที่ 1 การมอบอำนาจการบริหารจัดการเงินค่าเสื่อมระดับหน่วยบริการไม่ครบถ้วน ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย

ประเด็นย่อยที่ 2 การใช้จ่ายเงินค่าเสื่อมขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ประเด็นที่3 มี 2 ประเด็นย่อยคือ

ประเด็นย่อยที่ 1 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินำเงินกองทุนไปจ่ายให้แก่หน่วยงาน องค์กร มูลนิธิหรือบุคคลทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ที่ไม่ได้เป็นหน่วยบริการหรือเครือข่ายหน่วยบริการโดยตรง เป็นการออกระเบียบและดำเนินการที่เกินกว่าที่กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้อำนาจไว้

ประเด็นย่อยที่ 2 การใช้จ่ายเงินงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขัดต่อวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย มีการนำเงินไปใช้จ่ายในการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมต่างๆหลายรายการ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และประชาชนเสียโอกาสที่จะได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์

ประเด็นที่ 4 เมื่อสปสช.จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหายจาการรักษาพยาบาลแล้ว สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้ไปไล่เบี้ยเอากับผู้กระทำผิดในทันทีตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

ประเด็นที่ 5 การใช้จ่ายเงินค่าตอบแทนที่เกี่ยวข้องกับการล้างไตทางช่องท้องขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และต้องเป็นการกำหนดของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ใช่อำนาจของสปสช.

ประเด็นที่ 6 การที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสปสช.นำเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปจัดซื้อยา เวชภัณฑ์หรือเครื่องมือแพทย์ เพื่อส่งมอบให้แก่หน่วยบริการจึงเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องและไม่มีบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้อำนาจไว้

และเมื่อสปสช.นำเงินกองทุนฯไปซื้อยาแล้ว ได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากการซื้อยา และมีการนำผลประโยชน์ดังกล่าวมาเป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่สปสช. นั้นไม่ถูกต้อง จึงควรที่จะนำเงินดังกล่าวกลับคืนสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตามมาตรา 39 แห่งพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

และการที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้อำนาจเลขาธิการสปสช.เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการจัดการพัสดุครั้งหนึ่งในวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาท นั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535

สำหรับในประเด็นที่ให้อำนาจเลขาธิการ สปสช.สั่งจ่ายเงินจัดหาพัสดุนี้ ก่อให้เกิดกรณีการแบ่งชื้อแบ่งจ้าง(เพื่อไม่ให้เกินครั้งละ 1,000 ล้านบาท) และกรณีมีข้อสงสัยในเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์ที่มิควรได้อีกด้วย

เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานและการใช้จ่ายงบปรมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้สรุปรายงานการตรวจสอบนี้แล้ว ไม่ทราบว่ามีความคืบหน้าในการเรียกเงินคืนเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจากผู้รับผิดชอบต่อการกระทำผิดกฎหมายนี้หรือไม่? และใครที่มีอำนาจหน้าที่ในการรับผิดชอบในการดำเนินการเรียกเงินคืนในทันที

พบว่าต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 หัวหน้า คสช.ได้มีคำสั่งที่ 37/2559 เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นตามกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

คำสั่งนี้ที่น่าสนใจคือ “ ให้องค์กรเอกชนและภาคเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการดำเนินการแสวงหากำไร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ทำกิจการในอำนาจหน้าที่ของสปสช.ตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่นจากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”

จากคำสั่งนี้ ไม่ทราบว่าสปสช.จะมีการจ่ายเงิน “ ให้มูลนิธิต่างๆที่เป็นองค์กรเอกชนที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร” โดยอ้างว่า “เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุข และค่าใช้จ่ายอื่นจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ” แบบเดิม กล่าวคือคำสั่งหัวหน้าคสช.จะ “ฟอกตัวสปสช.ให้ขาว” คือทำให้การทำผิดกฎหมายที่หลายอย่างทำให้งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยไม่เพียงพอ จนเกิดความเสียหายแก่ประชาชนนั้นสามารถทำต่อได้อีกเหมือนเดิมหรือไม่?

------------------------

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

กลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมือง