ดิฉันไม่ได้แนะนำหนังสือมานานพอสมควร
วันนี้จะขอแนะนำคู่มือกฎหมายเล่มหนึ่งที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับมรดก และภาษีการรับมรดกที่
ประกาศใช้เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2558 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นมา
คู่มือเล่มนี้ชื่อ “ภาษีการรับมรดก ฉบับสมบูรณ์” เขียนโดยศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
หนังสือแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเกี่ยวกับภ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ าษีการรับมรดก หรือ Inheritance Tax ส่วนที่สองเกี่ยวกับ ภาษีการให้และการรับให้ และส่วนที่สาม เป็นข้อคิดการวางแผนภาษีการรับมรดก ภาษีการให้ และภาษีการรับให้
ในส่วนแรก จะมีการปูพื้นว่าทรัพย์มรดกใดบ้างที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก ซึ่งกำหนดไว้ 5 ประเภท คืออสังหาริมทัพย์ หลักทรัพย์ เงินฝากหรือเงินในลักษณะเดียวกัน ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน และทรัพย์สินอื่นที่จะมีการกำหนดเพิ่มเติมในภายหลัง
ทั้งนี้ท่านต้องเข้าใจพื้นฐานของกฎหมายฉบับนี้ว่า เรียกเก็บจากผู้รับ ซึ่งตามกฎหมาย ผู้มีสิทธิรับคือทายาท โดยทายาทมีสองประเภท คือ ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม
คู่สมรสที่จดทะเบียน เป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิได้รับมรดกเสมอ และได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดกด้วยไม่ว่ามรดกที่รับจะมีมูลค่ามากเพียงใดก็ตาม
ส่วนทายาทโดยธรรมกลุ่มอื่นๆจะกำหนดให้รับมรดกเรียงลำดับ มีกลุ่มผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ฯลฯ) และกลุ่มบิดามารดา มีสิทธิในการรับเท่ากัน ส่วนกลุ่มอื่น เช่นพี่น้อง จะได้รับก็ต่อเมื่อไม่มีทายาทโดยธรรมในลำดับก่อนหน้า
ดิฉันขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ หากเจ้ามรดกมีทรัพย์สิน 10 ล้านบาทซึ่งเป็นสินสมรสทั้งหมด ภรรยาจะได้แบ่งก่อน 5 ล้านบาท ที่เหลือ 5 ล้านบาทจึงเรียกว่าทรัพย์มรดก หากมีลูกสองคน บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่ ผู้รับมรดกจะมี 5 คน คือ ภรรยา ลูก 2 คน บิดา และมารดา โดยจะได้รับคนละ 1 ล้านบาท
พี่หรือน้องของเจ้ามรดก ไม่มีสิทธิ์ในกองมรดกนี้ค่ะ
แต่หากไม่ต้องการแบ่งมรดกตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ต้องการให้พี่หรือน้องได้รับด้วย หรือต้องการแบ่งให้ลูกแต่ละคนไม่เท่ากัน ท่านต้องทำพินัยกรรม และระบุไว้ในพินัยกรรมค่ะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ทายาทโดยธรรมทั้งหมดจากตัวอย่างที่ดิฉันกล่าวมา ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดก เพราะได้รับมรดกไม่เกิน 100 ล้านบาทค่ะ หากเป็นกรณีที่เกิน 100 ล้านบาท ก็เสียภาษี 5% ของส่วนที่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้นเอง
ในกรณีที่ท่านไม่อยากให้ทายาทเสียภาษีการรับมรดก และท่านทยอยโอนทรัพย์สินให้ทายาทระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ส่วนนี้จะต้องดูว่าเข้าข่ายต้องเสียภาษีการรับให้หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดอยู่ในส่วนที่สองของหนังสือเล่มนี้ โดยจะเสียภาษีในอัตรา 5% ของส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทต่อปี กรณีผู้ให้เป็นบุพการี และเสียภาษีในอัตรา 5%เช่นกัน ของส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี กรณีผู้ให้เป็นบุคคลอื่น
ในหนังสือเล่มนี้มีกรณีศึกษาเพื่อเพิ่มความเข้าใจ และมีข้อคิด หรือข้อเตือนใจในทุกๆบท ซึ่งดิฉันเห็นว่ามีประโยชน์มาก เช่น ไม่ควรยกมรดกให้นิติบุคคล เพราะนอกจากจะเสียภาษีจากการรับมรดกแล้ว ยังต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในปลายปีอีก ถือว่าเสียซ้ำซ้อนเลยทีเดียว อาจจะเตือนใจท่านที่คิดว่าอยากให้มรดกอยู่เป็นกลุ่มก้อน ไม่ให้ลูกหลานแยกกันไปใช้ จึงระบุให้มรดกกับบริษัทที่ลูกหลานถือหุ้นอยู่เป็นผู้รับ ซึ่งลูกหลานก็แบ่งกันไปใช้ได้อยู่ดี โดยการจ่ายเงินปันผลออกจากบริษัท แต่กว่าจะได้รับก็เสียภาษีหลายทอดทีเดียว
สิ่งที่ถูกใจดิฉันอีกอย่างหนึ่งคือ ในท้ายเล่ม มีข้อคิดในการทำพินัยกรรม พร้อมตัวอย่าง และยังมีพินัยกรรมชีวิต (Living Will) ซึ่งคือหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่ยื้อการตายในวาระสุดท้ายของตน หรือดิฉันเรียกง่ายๆว่าคู่มือให้ลูกหลานปฎิบัติตามในการดูแลเราในช่วงสุดท้ายของชีวิต และมีข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายทรัสต์ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยให้การบริหารทรัพย์สินและการสืบทอดกิจการเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น โดยผู้เขียนได้แนะนำให้รู้จักกับรูปแบบของทรัสต์ในต่างประเทศ ว่ามีสามประเภทหลักๆ คือ ทรัสต์เพื่อการบริหารจัดการทรัพย์สิน ทรัสต์ที่ตั้งโดยให้มีผลในขณะมีชีวิตอยู่ (Living Trust)และทรัสต์ที่ตั้งตามพินัยกรรมซึ่งมีผลเมื่อผู้ก่อตั้งถึงแก่ความตาย และแบบที่สามคือทรัสต์ที่ตั้งโดยกำหนดผลประโยชน์ที่จะจัดสรรให้ผู้รับประโยชน์อย่างตายตัว หรือ ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทรัสตี (ผู้ดูแลผลประโยชน์)
หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับเป็นคู่มือของนักวางแผนการเงิน และผู้ที่สนใจวางแผนมรดกทุกท่าน เพราะรวบรวมกฎหมาย คำอธิบาย ตัวอย่าง และคำแนะนำไว้ครบถ้วน ใน 204 หน้า จัดจำหน่ายโดย อมรินทร์บุ้คเซ็นเตอร์ ราคาเล่มละ 165 บาท รายได้จากค่าลิขสิทธิ์นำเขากองทุนกิติพงศ์-วิภา อุรุพีพัฒนพงศ์ ของศุนย์ชีวาภิบาล โรงพยาบาลจุฬาลกรณ์ สภากาชาดไทย เรียกว่าซื้อแล้วได้ทั้งความรู้และกุศลค่ะ






