วานนี้(19 ก.ย.) มีการเสวนาเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต
พร้อมกันถึง 2 งาน แต่ประเด็นพุ่งเป้าไปที่รัฐวิสาหกิจโดยตรง ซึ่งงานแรกจัดที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในหัวข้อ “ธรรมาภิบาลกับรัฐวิสาหกิจไทย” ส่วนงานที่ 2 เป็นเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง “1 ปีกับการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งอาจเป็นสัญญาณได้ว่ารัฐบาลกำลังจะเข้าไปจัดระเบียบครั้งใหญ่ในรัฐวิสาหกิจ
นโยบายใหญ่ในการดูแลรัฐวิสาหกิจ คือจะมีการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือซูปเปอร์โฮลดิ้ง ที่กระทรวงการคลังถือหุ้น โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารระดับนโยบายและรัฐบาลต้องการให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจจากนี้ไปจะปลอดจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งจะทำให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะและดูทรัพย์สินของประเทศราว 13 ล้านล้านบาท มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นและให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจอาจสร้างความกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะในบรรดาผู้บริหารรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง หากมีการจัดตั้งซูปเปอร์โฮลดิ้งขึ้นมาบริหารงานรัฐวิสาหกิจคุณภาพดี เพราะเท่ากับว่าทรัพย์สินชั้นดีของประเทศจะเกิดการรวมศูนย์อยู่ในจุดเดียว และเป็นเรื่องที่ฝ่ายการเมืองสามารถหาช่องทางเข้ามาได้ หากไม่มีกฏกติกาที่ดีพอในการป้องกันฝ่ายการเมืองหาผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต
ดังนั้น ประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการบริหารรัฐวิสาหกิจในระยะต่อไป เป็นเรื่องท้าทายอย่างมากสำหรับสังคมไทย หากการจัดตั้งโฮลดิ้งตามนโยบายรัฐบาลเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ซึ่งหากติดตามการทำงานของรัฐบาลก็จะเห็นว่ามีการออกกฎหมายและระเบียบค่อนข้างรัดกุมต่อนโยบายนี้ แต่กฏกติกาเป็นเรื่องที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคต ซึ่งการป้องกันการทุจริตหรือการหาประโยชน์โดยมิชอบอย่างในอดีตจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายมาเกี่ยวข้อง
จากท่าทีของคนในรัฐบาลที่ไปร่วมสัมมนาทั้งสองงานในวันเดียวกัน งานแรกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเรียกร้องให้ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะช่วยตรวจสอบการทุจริตภายในองค์กรของตัวเอง ส่วนสัมมนาอีกเวที โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ไปพูดถึงภาพรวมในการเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจ ความโปร่งใสและการเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามแห่งชาติ(ป.ป.ช.)
อันที่จริง ปัญหาของรัฐวิสาหกิจมีหลายด้านและพัวพันกันจนแยกไม่ออก ระหว่างการบริหารงาน ประสิทธิภาพและการทุจริตในองค์กร แม้ในช่วงหลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งในเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใสและบริการประชาชน แต่ก็ยังมีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่ยังอยู่ในวังวนเดิมๆจนเป็นภาระกับรัฐบาลในเรื่องของงบประมาณสนับสนุนหรือหามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งเรายังมองโลกในแง่ดีว่าการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจครั้งนี้น่าจะไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา
เราเห็นว่าการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะปัญหาที่เคยกล่าวถึงในรัฐวิสาหกิจไทยนั้น แทบจะเหมือนกับปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของสังคม อาทิ เรื่องการใช้อภิสิทธิ์ ระบบพวกพ้อง เป็นต้น ซึ่งการปฏิรูปในเรื่องใหญ่ของสังคมจะขาดไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากภาคประชาชนที่อยู่นอกรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น การวางกลไกเพื่อกำกับดูแลของภาครัฐอาจมีความสำคัญพอๆ กับการวางกลไกให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจะเกิดไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจของคนในสังคม






