นโยบายที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เห็นจะหนีไม่พ้นนโยบายรับจำนำข้าว ของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีทั้งมุมมองที่เห็นว่านโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ดี เนื่องจากช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้มากขึ้น และมุมมองที่เห็นผลเสียระยะยาว และผลกระทบต่อฐานะการเงินการคลังของรัฐบาลมหาศาลในช่วงเวลาต่อมา ซึ่งข้อถกเถียงดังกล่าวยังมีอยู่ต่อไปอีกนาน เนื่องจากเป็นนโยบายที่อิงกับความชอบหรือไม่ชอบทางการเมือง ทำให้ยากในการตัดสินว่าดีหรือไม่
แต่ประเด็นใหม่ที่เพิ่มเติมในช่วงหลังสำหรับนโยบายนี้ คือการเอาผิดต่อผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน รวมทั้งมีการกล่าวโทษจากหน่วยงานอิสระอย่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) โดยกล่าวโทษว่าโครงการนี้มีการทุจริตอย่างมโหฬารจากคนระดับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงภาคเอกชนที่มีส่วนได้เสียกับโครงการนี้ นอกจากนี้ยังกล่าวโทษอดีตนายกรัฐมนตรีว่ามีความผิดเนื่องจากทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณภาครัฐ ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในขั้นศาล
หากติดตามการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ จะเห็นได้ว่ามีการดำเนินการที่ค่อนข้างยืดเยื้อยาวนานข้ามปี โดยเฉพาะเรื่องความเสียหายและฟ้องทางแพ่งกับผู้เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายนี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นคือกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนว่ายังหาข้อยุติในขั้นตอนเบื้องต้นในการเรียกร้องความเสียหายได้ จนกระทรวงนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหา
ความล่าช้าหรือยืดเยื้อที่เกิดขึ้นทำให้เกิดข้อสงสัย ว่าเจ้าหน้าที่รัฐเองไม่กล้าลงนามในหลักฐานดำเนินคดีนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความคดีฟ้องร้องตามมาหรือมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองเกิดขึ้น ก็จะสร้างปัญหาภายหลังหากมีการตามคิดบัญชีจากอีกฝ่าย แม้ว่าคสช.จะใช้มาตรา44 เพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดำเนินการได้โดยปราศจากความผิด แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่เจ้าหน้าที่รัฐยังมีความกังวล อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของคดีนี้น่าจะมาจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและมีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากในอนาคต
แต่หากติดตามนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าการดำเนินคดีเอาผิดกรณีนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายรัฐบาลเช่นเดียวกัน เพราะรัฐบาลประกาศสร้างกติกาใหม่ทางการเมืองและจะเอาผิดการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง อีกทั้งรัฐบาลยังต้องการให้คดีนี้เป็นตัวอย่างของการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพื่อหวังผลการเมืองเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงผลเสียที่เกิดขึ้นกับประเทศในระยะยาว ดังนั้นจึงถือว่ารัฐบาลมีทางเลือกไม่มากนักในการดำเนินคดีและเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
นอกจากนี้หากมองในเชิงการเมืองแล้ว คนทั่วไปที่คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงการเมืองในลักษณะนี้ ก็จะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยการยึดอำนาจจากทหารทุกครั้ง มักจะมีการกล่าวหารัฐบาลที่ถูกยึดอำนาจว่าดำเนินนโยบายผิดพลาดและมีการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งในอดีตก็เช่นเดียวกัน แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นหลังจากนั้น คดีในลักษณะนี้ก็ยุติลง ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีหรือเอาผิดกับฝ่ายการเมืองได้ และเป็นที่มาของความกังวลและความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่เฝ้าติดตาม
เราเห็นว่าคดีนี้จะเป็นตัวอย่างสำคัญของคดีการเมืองในไทย และจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งของการเมืองไทย ว่าคดีที่เกี่ยวกับผู้มีอำนาจการเมืองนั้นจะคลี่คลายอย่างไร เราเห็นว่ายิ่งเกิดความล่าช้าก็ยิ่งลดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อความขัดแย้งทางการเมืองตามมา แต่หากสามารถดำเนินคดีและสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน เราเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและสร้างความหวังได้ว่า จากนี้ไปการเมืองจะเข้าสู่มิติใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการปฏิรูปประเทศที่คสช.ต้องการ






