การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในปีที่ผ่านมานับว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเห็นควรให้มีการจัดระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว พร้อมรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมช่วยกันดูแล
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันพัฒนางานวิจัย เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สอดคล้องต่อความต้องการของผู้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ทั้งระดับชุมชนท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับชายแดน จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมกันดำเนินการทั้งส่วนขององค์การด้านการวิจัย นักวิชาการ และหน่วยงานด้านการพัฒนาต่างๆ
ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานประสานงานโครงการวิจัยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ สกว.ได้สนับสนุนทุนวิจัยในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา (สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช) รวมถึงพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ (สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เพื่อนำความรู้ไปวางแผนการพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนผลักดันสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ทั้งในรูปแบบการต่อยอดการวิจัยและการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างงานวิจัยที่สามารถพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ คือ ‘การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 รัฐ (กลันตัน เปรัค เคดาห์ และเปอร์ลิส) ประเทศมาเลเซีย ภายใต้มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนอาเซียน’ ซึ่งมี ดร.นราวดี บัวขวัญ เป็นผู้อำนวยการแผนงานวิจัย มุ่งพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวระหว่างพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเชื่อมโยงกับพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยมีจังหวัดสงขลาเป็น Gateway ในการเชื่อมต่อ
แม้สองประเทศจะมีชายแดนติดกัน ลักษณะภูมิประเทศ วัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิตและความเชื่อคล้ายคลึงกัน นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าออกตามด่านชายแดนต่างๆ ในแต่ละปีนับล้านคน แต่ในด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนกลับพบว่าในภาพรวมของสองประเทศมีระบบการจัดการที่แตกต่างกัน ขาดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นรูปธรรม จึงจำเป็นจะต้องศึกษาวิจัยทั้งในเชิงเปรียบเทียบและเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนชายแดนไทย-มาเลเซียให้ได้มาตรฐานสู่ประชาคมอาเซียน
ชุมชนพญากูริง รัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย ชุมชนต้นแบบของมาเลเซียที่อยู่ในพื้นที่วิจัยการเปรียบเทียบมาตรฐานการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนของ สกว.มีโฮมสเตย์มานานถึง 20 ปี ตามนโยบายของรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของนักท่องเที่ยว โดยมี 3 รูปแบบให้เลือก คือ ภูเขา นา และไร่ปาล์ม ที่มีความสะดวกสบายในการเดินทางเนื่องจากอยู่ใกล้มอเตอร์เวย์ มีท่าเรือเดินทางต่อไปยังเกาะลังกาวี และรถไฟรางคู่สู่กัวลาลัมเปอร์ รวมถึงกิจกรรมการเรียนรู้การทำนาและทำอาหาร แคมป์สำหรับนักเรียนนักศึกษา การจัดพิธีสมรสแบบพื้นเมืองครบวงจร ทำให้มีกระแสตอบรับดีจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ คนในชุมชนได้เปิดหูเปิดตาและมิตรภาพจากนักท่องเที่ยว ยกระดับความเป็นอยู่โดยไม่เน้นที่ตัวเงิน
“ข้อค้นพบจากงานวิจัยนำไปสู่การกำหนดมาตรฐานการจัดการร่วมกันระหว่างชุมชนเมืองชายแดนทั้งสองประเทศ รูปแบบและโครงสร้างบริหารจัดการของฝั่งมาเลเซียชัดเจนกว่าจังหวัดชายแดนใต้ เพราะถูกกำหนดนโยบายโดยรัฐทั้งโครงสร้างการบริหาร มาตรฐานการบริการ และความปลอดภัย ชุมชนต้องขออนุญาตจากทางการก่อนจึงจะเปิดโฮมสเตย์ได้ เราจึงนำข้อดีนี้มาใส่ไว้ในงานวิจัย และสร้างมาตรฐานร่วมกันก่อนส่งมอบให้กลุ่มยุทธศาสตร์ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดทำโครงการภูมิวัฒนธรรมเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชน 5 จังหวัดภาคใต้ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน และผู้ประกอบการได้สร้างเส้นทางท่องเที่ยวจากเกาะสมุยสู่ปีนัง โดยหวังจะให้มีจุดแวะพักที่ตลาดริมน้ำคลองแดนและเปอร์ลิสเพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของสองประเทศไว้ด้วยกัน”ดร.ปรัชญากรณ์ ไชยคช หนึ่งในทีมวิจัย สกว.กล่าว
ขณะที่ “ชุมชนวิถีพุทธคลองแดน” ซึ่งมีตลาดริมน้ำคลองแดนเป็นจุดขายตั้งอยู่บน 3 พื้นที่ คือ ต.คลองแดน อ.ระโนด จ.สงขลา เชื่อมกับ ต.รามแก้ว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช มี “คลองแดน” เป็นเส้นแบ่งเขตแดนธรรมชาติกั้นระหว่างสองจังหวัด เชื่อมด้วยสะพานไม้เล็กๆ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสบรรยากาศตลาดน้ำโบราณริมคลอง ร้านค้า ห้องแถวและบ้านไม้โบราณที่สร้างเลียบริมคลองได้ทุกวันเสาร์ นอกจากนี้ยังมีโฮมสเตย์ที่ให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ธรรมชาติที่เงียบสงบ ศิลปวัฒนธรรมดีงามในวิถีพุทธ ประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในชุมชน ได้แก่ วัดคลองแดนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน กุฏิพระที่มีสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้แบบประยุกต์ หอฉันที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลังอายุกว่า 100 ปี เรือขุดจากไม้ตะเคียนทองทั้งต้น พระพุทธรูปทองคำปางมารวิชัยที่มีพุทธลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนา ล้านช้าง เชียงแสน อยุธยา และนครศรีธรรมราช หน้าตักกว้าง 50 นิ้ว เป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้าน
ภายใต้แนวคิด ‘เป็นเจ้าบ้านที่ดี ความสุขของผู้มาเยือนคือความสุขของเรา’ ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน ครอบครัวมีความสุข ชุมชนทั้งสองฝั่งคลองจึงประสานพลังกันสร้างการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนโดยเน้นมาตรฐานการบริการเป็นสำคัญ ที่พิเศษคือ เปิดกว้างและพร้อมเติมเต็มสิ่งที่ชุมชนยังขาด โดยมีวิชาการเป็นตัวนำภายใต้เอกลักษณ์ของวิถีที่คงไว้ ขณะเดียวกันก็ไม่ต่อต้านกระแสโลกที่เปลี่ยนไป แต่ชุมชนยังต้องพัฒนาอีกมากทั้งการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายสู่บุคคลภายนอก การจัดการในภาพรวมให้ได้มาตรฐาน
เพราะชาวชุมชนไม่ได้ต้องการเพียงปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงความตั้งใจที่จะเข้ามาเรียนรู้ทั้งทางกายภาพและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง
--------------------
นิธิปรียา จันทวงษ์
เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สกว.






