วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลงานเศรษฐกิจ 2 ปีรัฐบาล คสช. และอนาคตไทย

ประเมินผลงานเศรษฐกิจ 2 ปีของรัฐบาล คสช.และภาวะเศรษฐกิจ ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ยังคงกระเตื้องขึ้นต่อเนื่องแต่การเติบโตยังไม่เต็มศักยภาพ การลงทุนภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวชัดเจนในช่วงสองปีที่ผ่านมา การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนภาคส่งออกติดลบต่อเนื่อง2ปีติดต่อกันอันเป็นผลจากความถดถอยของความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยและปริมาณการค้าโลกที่เติบโตลดลง โดยภาคส่งออกนั้นเริ่มมีการติดลบมาตั้งแต่ก่อนรัฐบาล คสช เข้ามาบริหารประเทศ

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ปัญหาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ ลดเหลื่อมล้ำยังไม่ดีนักและมีแนวโน้มแย่ลงได้ รายได้ภาคเกษตรกรรมลดลงต่อเนื่อง ราคาพืชผลตกต่ำ รัฐบาลลดการแทรกแซงราคาทำให้ภาระทางการคลังลดลงแต่ก็ทำให้กำลังซื้อในภาคชนบทอ่อนตัวลงมาก ส่วนการไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลามากกว่า 2 ปี ทำให้แรงงานระดับล่างทักษะต่ำประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

ต้องเพิ่มประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ลดอำนาจผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขัน ปกป้องผู้บริโภค เศรษฐกิจโดยภาพรวมดีขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี พ.ศ.2557 ที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองและมีการปิดกรุงเทพฯ หรือ Shut Down Bangkok ตลอดระยะเวลา 8 ปีหลังการรัฐประหาร 2549 วิกฤตการณ์ทางการเมืองได้เกิดขึ้นโดยตลอด ในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมามีการชุมนุนประท้วงบนท้องถนนประมาณ 700 กว่าวัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและเกิดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนจำนวนมาก สูญเสียทรัพยากรในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ให้ดีขึ้น และ ในช่วงเวลา 8 ปีมีรัฐบาลมากถึง 7 รัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรักษาการนายกรัฐมนตรี 9 ท่าน สะท้อนความอ่อนแอของเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าอัตราการเติบโตของกลุ่มประเทศอาเซียนและทำให้สูญเสียโอกาสในการลงทุนและเศรษฐกิจอย่างมาก การกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและการมีระบอบการเมืองที่มีคุณภาพและมั่นคงเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการวางรากฐานสู่ประเทศพัฒนาแล้วและศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน หากไม่สามารถทำให้เกิดระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้นได้ ไทยจะเผชิญกับทศวรรษที่สองแห่งการสูญเสียโอกาส ถดถอยและจะเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

อนาคตเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับประชาธิปไตยที่มั่นคง เสถียรภาพทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ สำหรับรัฐบาล คสช ครบรอบ2 ปีแล้วคงต้องรอดูว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่ หรือ ทำให้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ รัฐประหารจะเป็นเพียงกลไกในการระงับความขัดแย้งได้ในระยะสั้นเท่านั้นหากไม่สามารถสถาปนาความเป็นนิติรัฐ ระบบยุติธรรมที่ทุกคนเชื่อมั่น รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่ กติกาที่เป็นประชาธิปไตย ออกแบบให้รัฐธรรมนูญเกื้อหนุนให้เกิดรัฐบาลเข้มแข็ง สถาบันพรรคการเมืองมีคุณภาพ ระบบตรวจสอบถ่วงดุลเข้มแข็ง รัฐบาลที่มีคุณภาพดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและเข้มแข็งจะเป็นดัชนีชี้วัดว่าผลงานของ คสช. มีประสิทธิผลอย่างไร และสิ่งนี้จะทำให้ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ สังคมเกิดสันติธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและก้าวพ้นกับดักทศวรรษแห่งความถดถอยและขัดแย้งไปได้

เศรษฐกิจไทยปี 2559 เติบโตได้ที่ระดับ 3.2-3.5% ดีขึ้นกว่าปี 2557 และ 2558 จากภาคการลงทุนและภาคการท่องเที่ยวดีขึ้น ภาคการบริโภคที่กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ภาคการลงทุน ในส่วนของการลงทุนภาครัฐปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนจากการติดลบ -7.3% ในปี พ.ศ. 2557 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 29.8% ในปี พ.ศ.2558 โดยเติบโตสูงสุดในไตรมาสสี่ที่ 41.2% และคาดว่าจะเติบโตได้ในระดับ 10% ในปี พ.ศ. 2559 ส่วนของการลงทุนภาคเอกชนนั้น มีการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ภาคการบริโภคหลัง 2 ปีของการรัฐประหารโดย คสช ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากจำนวนนักท่องเที่ยวติดลบ -6.5% ในปี พ.ศ. 2557 มาเป็น เติบโตเป็นบวก 20% ในปี พ.ศ.2558 และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปี พ.ศ.2559 อาจแตะระดับ 33 ล้านคน (ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10.4%)

งบประมาณกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่งบประมาณเพื่อดูแลเศรษฐกิจรากหญ้าหรือฐานรากลดลงโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมและภาคแรงงาน งบทางด้านการศึกษาและงบระบบสวัสดิการมีสัดส่วนลดลง และโครงสร้างการจัดสรรประมาณโดยภาพรวมยังไม่เปลี่ยนแปลงเกือบ80%เป็นงบประจำจึงเหลืองบลงทุนน้อยมาก งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจึงต้องอาศัยการก่อหนี้สาธารณะหรือสัมปทานให้เอกชนร่วมลงทุน การเพิ่มงบประมาณกลาโหมนั้นควรเน้นไปที่การลงทุนทางด้านบุคลากรกองทัพ ลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี

นอกจากนี้ รัฐบาลยังขาดยุทธศาสตร์และแผนงานอย่างชัดเจนในการตอบสนองและเตรียมรับมือต่อผลกระทบจากนวัตกรรมเทคโนโลยีอุบัติใหม่พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจและธุรกิจอุตสาหกรรม (Disruptive Technology) ที่จะส่งผลต่อธุรกิจอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวิถีชีวิตของผู้คน เช่น ผลกระทบ FinTech ต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจ ผลของเทคโนโลยีเทสลารถยนต์ขับเคลื่อนโดยไฟฟ้าที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงาน การจ้างงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี Blockchain ที่มีต่อระบบการเงินและอุตสาหกรรมธนาคาร ระบบการทำงานและภาคผลิตต่างๆ “อนุสรณ์ ธรรมใจ” ฝากข้อเสนอ 9 ข้อให้รัฐบาล คสช.ดำเนินการในปีที่ 3 ก่อนการเลือกตั้ง

การบริหารดุลยภาพระหว่างการเมืองแต่งตั้งและการเมืองเลือกตั้ง ระหว่างถูกต้องกับถูกใจ สมดุลระหว่างอำนาจของประชาชนกับอำนาจราชการ มีความสำคัญที่จะทำให้ระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เนื้อหาบางส่วนของรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแม้นไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ลดทอนอำนาจประชาชน การกระจายอำนาจถดถอยลง

แต่ยังมีความหวังว่า การร่างกฎหมายลูกที่ให้ความสำคัญกับอำนาจของประชาชนมากขึ้น เพิ่มความเข้มแข็งของสถาบันพรรคการเมืองมากขึ้น จะทำให้ปัญหาบางอย่างในรัฐธรรมนูญบรรเทาลงและไม่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบใหม่