ข้อที่ 1 เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
งบประมาณ พ.ศ.2560 ให้ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ต่อไป ขณะนี้อยู่ในระหว่างนำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ
แต่ถ้าได้พิจารณาโดยละเอียดเห็นได้ว่าร่างในมาตรา 57 อาจขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่ห้ามการแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายตามข้อผูกพันคือ (1)เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ และ (2) ดอกเบี้ยเงินกู้ ที่บัญญัติห้ามไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ
จนถึงปี 2550ในมาตรา 168 ที่ต้องนำมาใช้บังคับตามมาตรา 5 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 บัญญัติไว้ ดังนี้
“เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้”
แต่ที่ปรากฏในรายงานตามรายงานของคณะกรรมาธิการ เล่ม 1 และ 2 จะพบว่าในการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2560 มาตรา 57 แผนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ มีการแก้ไขปรับลดรายจ่ายตามข้อผูกพัน ดังนี้
มาตรา 57 งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ให้ตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ จำนวน 243,481,450,800 บาท
(จากเดิม 243,881,881,000 บาท) จำแนก ดังนี้
1) กระทรวงการคลัง รวม 191,019,498,800 บาท (จากเดิม 191,019,850,000 บาท) คือ (1)สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ 191,019,489,800 บาท (จากเดิม 191,019,850,000 บาท)
2) รัฐวิสาหกิจ รวม 52,461,961,000 บาท (จากเดิม 52,861,961,000 บาท) (1) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 36,067,683,100 บาท (2) การรถไฟแห่งประเทศไทย 7,550,565,000 บาท (จากเดิม 7,950,565,000 บาท) (3) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย 8,202,814,000 บาท (4) การประปาส่วนภูมิภาค 640,989,900 บาท
เห็นได้ว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ตัดรายจ่ายตามข้อผูกพันในส่วนของสำนักบริหารหนี้สาธารณะ และของการรถไฟฯ ไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ จากงบประมาณที่กมธ.ปรับลด 17,980,242,800 บาท เป็นการฝ่าฝืนตัดงบตามที่ปรากฏ ในร่างมาตรา57
ข้อที่ 2
งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐเป็นรายจ่ายตามข้อผูกพันตามรัฐธรรมนูญที่ส.ส.ที่รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญในฐานะที่ได้รับการแต่งตั้ง ในที่นี้คือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่อาจจะแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายประเภทนี้ได้ และตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาในอดีต รวมทั้งฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติ ทีี่บัญญัติไว้เหมือนกันทุกถ้อยกระทงความ ดังนี้
“...ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ....สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะแปรญัตติเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการมิได้ แต่อาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายตามข้อผูกพันอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ คือ
(1) เงินส่งใช้ต้นเงินกู้
(2) ดอกเบี้ยเงินกู้
(3)เงินที่กำหนดให้จ่ายตามกฎหมาย"
เมื่อในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวนี้ กรณีจึงต้องด้วยหลักการตามมาตรา 5 ที่บัญญัติไว้ว่า “...ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นตามประเพณีที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้”
ที่หยิบยกมานี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ที่จะต้องตรวจสอบแล้วว่าไม่มีบทบัญญัติใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงเป็นภาระหน้าที่ของท่านนายกฯ จะต้องเร่งรีบส่งกรณีนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด ถ้าปล่อยผ่านไป เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว เรื่องเดียวกันนี้ก็จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคแรก เช่นเดียวกัน
ท่านนายกฯ จะแก้ไขเสียในเวลานี้หรือจะทิ้งไว้ให้เป็นปัญหาต่อไปเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ขอได้โปรดชั่งวัดข้อดีข้อเสียให้ดี ครับ
---------------------
ปรีชา สุวรรณทัต






