วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้ไขปัญหาละเมิดสิทธิผู้ป่วยจากการบังคับใช้ยาตามระเบียบสปสช.

บทความตอนที่แล้ว ผู้เขียนกล่าวถึงผลกระทบจาก “การบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”

ของสปสช. ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย และทำให้เสียหายต่อสุขภาพ กล่าวคือผู้ป่วยไม่ได้รับยาหรือการรักษาที่มีคุณภาพมาตรฐานหรือเหมาะสมกับอาการป่วย นับเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยและสิทธิมนุษยชน และทำลายมาตรฐานการแพทย์ไทย

กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุน และส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ (มาตรา 38) ฉะนั้นคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะต้อง “ส่งเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่หน่วยบริการ”เท่านั้น

ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะต้องจัดให้มีการขึ้นทะเบียนหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการตามมาตรา 44 โดยหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการ มีอำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 45 ให้บริการสาธารณสุข รวมทั้งการใช้วัคซีน ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การรักษษที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

โดยหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการและหน่วยบริการที่รับการส่งต่อผู้รับบริการ มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด (มาตรา 46)

จะเห็นได้ว่ากฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้กำหนดให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.มีหน้าที่ในการจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่จะใช้สำหรับผู้ป่วยแล้วให้โรงพยาบาล(หน่วยบริการ)ไปเบิกสิ่งของดังกล่าวมาจากสปสช.แต่อย่างใด และกฎหมายไม่ได้กำหนดให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำการ “แบ่งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”ออกเป็นกองทุนย่อยๆ ไม่ได้อนุญาตให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.นำเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไป “จ่าย”ให้แก่หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานหลักประกันสขภาพแห่งชาติ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.ได้ “บริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เ้พราะเอาเงินกองทุนฯไปซื้อยา อุปกรณ์การแพทย์เอง แบ่งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นกองทุนย่อยๆหลายสิบกองทุน และสปสช.โดยเลขาธิการและรองเลขาธิการทำหน้าที่แทนเลขาธิการได้ทำสัญญาจ่ายเงินกองทุนให้แก่มูลนิธิและองค์กรต่างๆที่ไม่ได้ “ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการของสปสช” มากมายหลายแห่ง

จึงเห็นได้ว่าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสชได้บริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายประเด็นดังกล่าว

การที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.ได้ดำเนินการบริหารกองทุนโดยผิดกฎหมายเช่นนี้ อาจจะทำใฟห้ถูกมองว่ามีแรงจูงใจจากการที่จะได้รับเปอร์เซ็นต์จากการซื้อยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ได้ นอกจากนี้สปสช.แบ่งกองทุนย่อยหลายสิบกองทุน ทำให้โรงพยาบาลหลายแห่งไม่มีเงินซื้อยามาจ่ายให้ผู้ป่วยอ่ยางเหมาะสม

การแก้ไขความเสียหายต่อประชาชนสามารถแก้ไขได้คือ

1) ยุติการบริหารงานที่ผิดกฎหมายโดยทันที และเรียกเงินคืนจากผู้ที่ทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อนำเงินงบประมาณกลับเข้าสู่กองทุน

2) เลิกระเบียบของสปสช.ที่กำหนดให้แพทย์ใช้ยาที่ไม่เหมาะสมกับอาการป่วยของผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยเป็นไปตามหลักวิชาการแพทย์ตามดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

3) การแก้ไขบัญชียาหลักแห่งชาติให้ทันสมัย

การตั้งคณะกรรมการจัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติ ควรจะอาศัยผู้เชี่ยวชาญจาก “ราชวิทยาลัย”เฉพาะทางด้านการแพทย์ ให้เป็นกรรมการกำหนดรายการยาที่เหมาะสมและทันสมัยในการรักษาผู้ป่วยเฉพาะทางและผู้ป่วยทั่วไป และควรมีการทบทวนรายการบัญชียาหลักทุก 2-3 ปี

การ “ประหยัดงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยนั้น” ไม่ใช่จะให้สปสช.หรือกรรมการบอร์ดหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ “คิดเอาเองว่ามีราคาไม่แพง”เท่านั้น แต่ควรที่จะให้องค์กรวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรค เป็นกรรมการในการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในการรักษาโรคต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการรักษาโรคที่ทันสมัย มีประสิทธิผล มีความคุ้มค่า และมีมาตรฐาน และแนวทางการรักษานี้ควรมีการทบทวนทุก 5 ปี เป็นอย่างน้อย

4) การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาการผลิตยาในประเทศ  มีข้อมูลที่น่าสนใจว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในประเทศไทยนั้น เป็นค่าใช้จ่ายด้านยาถึง 41%จึงควรสนับสนุนและพัฒนาหรือปฏิรูปองค์การเภสัชกรรม ให้สามารถผลิตยา “เลียนแบบ” เพื่อประหยัดค่ายาที่จะต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ 

ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรฐานการรักษาอยู่ในระดับสากล จะได้ก้าวทันโรคและโลก ไม่ถูกทิ้งตามหลังโรงพยาบาลเอกชน(ในประเทศ) และประเทศอื่น

---------------------

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา