วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แอร์เอเชียกราบผู้โดยสารการแสวงหากำไรจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน

จากเหตุการณ์ผู้โดยสารพร้อมลูกสาวอีกสองคน เดินทางโดยเครื่องบินสายการบินไทยแอร์เอเชีย จากภูเก็ต-กรุงเทพฯ

หนึ่งในลูกสาวมีอาการออทิสติก แต่ไม่มีการแจ้งจากภาคพื้นดินว่าจะมี ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษเดินทางมาด้วย 

เมื่อลูกเรือเข้าสอบถาม ผู้เป็นแม่คิดไปว่าลูกเรือแสดงท่าทางดูหมิ่นเหยียดหยามไม่ให้เกียรติ กระทั่งกลายเป็นปัญหาร้องเรียนต่อผู้บริหารสายการบินให้ลงโทษ หลังจากนั้นก็มีการนัดหมายเพื่อเจรจา ผู้โดยสารผู้แม่ใช้วิธีอย่างไรไม่ปรากฏกระทั่งลูกเรือต้องจำยอมกราบขอโทษผู้เป็นลูก โดยที่ผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียมิได้ห้ามปราม พร้อมกับบอกในภายหลังว่าเป็นการตัดสินใจของลูกเรือเอง

การกราบไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเด็กกราบผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ กลับเป็นสิ่งดีงามด้วยซ้ำเพราะเป็นวัฒนธรรมที่ดีของสังคมไทย แต่การหาวิธีจูงใจให้ผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพนักงานของบริษัทต้องจำใจกราบลูกค้าที่เป็นเด็กแม้อาจมองว่าเป็นเรื่องไม่ใหญ่โตสำหรับกลุ่มทุน กลับสร้างรอยด่างด้านศีลธรรมจรรยาให้เกิดขึ้น เป็นความเลวร้ายในการประกอบธุรกิจ ซ้ำยังเป็นการบ่อนทำลายสังคมไทยอย่างรุนแรง โดยไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาแต่กำเนิด 

กำไรของธุรกิจไม่ควรแลกกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพราะสิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานมนุษย์พึงจะได้รับการปกป้อง รับรองหรือคุ้มครอง ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายทั้งในและต่างประเทศรวมถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Right) ขององค์การสหประชาชาติที่ไทยเป็นภาคีด้วย

หากย้อนกลับไปช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติบรรดาผู้นำโลกได้ร่วมกันลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ (The Charter of the United Nations)โดยมีเป้าหมาย “ในการปกป้องคนรุ่นต่อไปจากภัยพิบัติของสงคราม และเพื่อยืนยันความศรัทธาในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในศักดิ์ศรี คุณค่ามนุษย์ และในสิทธิอันเท่าเทียมกันของบุรุษและสตรี” 

ในเบื้องต้นแม้จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดในกฎบัตรเท่าใดนัก กระทั่งในปี ค.ศ. 1945 องค์การสหประชาชาติได้ตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Committee on Human Rights) เพื่อร่างกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน จนเกิดเป็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ตามมา โดยมีคำปรารภเริ่มต้นเนื้อหาด้วยข้อความ“ศักดิ์ศรีประจำตัวและสิทธิซึ่งเท่าเทียมกัน และไม่อาจโอนให้แก่กันได้ของสมาชิกทั้งมวลของมนุษย์” ซึ่งถือเป็นมาตรฐานในการปฏิบัติต่อกันของมวลมนุษย์และของบรรดานานาชาติ

แม้ปฏิญญาสากลมิได้มีผลบังคับเช่นเดียวกับสนธิสัญญา อนุสัญญา หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่เป็นพลังสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งทางศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม และเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่บรรดาประเทศทั่วโลกยอมรับ 

สำหรับประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนนับแต่การร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และให้ความสำคัญเรื่อยมา โดยมีนัยหมายความถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพ และอิสรภาพในชีวิตและร่างกายซึ่งเป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ให้กลายเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องตามหลักสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตลอดจนตามแนวปฏิบัติของกฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงระหว่างประเทศที่ไทยมีพันธกรณี

การที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปจากเดิม มาสู่โหมดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ทำให้ผู้บริหารของกลุ่มทุนถูกกดดันทั้งจากผู้บริโภคเพื่อได้รับบริการที่ดีและราคาถูก กับนักลงทุนที่ต้องการกำไรจากราคาหุ้นและเงินปันผล ทั้งสองฝ่ายจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันในการที่จะได้มาซึ่งผลตอบแทน ผู้บริหารจึงกลายเป็นเครื่องมือในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักลงทุน

ความบกพร่องต่อการไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชนของผู้บริโภคและกลุ่มทุนนี้เองที่จะนำมาซึ่งการปฏิบัติต่อกันด้วยความไม่เคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน

ที่ผ่านมาสังคมอาจเห็นและคุ้นชินการละเมิดสิทธิมนุษยชนมักเกิดขึ้นจากภาครัฐ แต่ในโลกของความเป็นจริงยังมีภาคเอกชนซึ่งเป็นกลุ่มทุนผู้ประกอบการมักจะมีพฤติกรรมแฝงเร้นละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ด้วย บางครั้งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาครัฐ บางครั้งร่วมกันละเมิด นั่นก็คือการกำหนดนโยบายสาธารณะไปกระทบสิทธิของพลเมือง 

ดังนั้นแม้สิทธิมนุษยชนในสังคมไทยได้มีการยอมรับกันอย่างต่อเนื่องกระทั่งถึงปัจจุบัน แต่สิทธิมนุษยชนก็ยังมีการละเมิดอย่างไม่ลดละ และมีแนวโน้มจะมีการละเมิดทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะจากภาคธุรกิจ หากรัฐยังละเลยและสังคมยังเพิกเฉย

อย่างไรก็ตาม ถ้าสังคมไทยเข้าใจถึงสิทธิมนุษยชนที่ติดตัวมนุษย์ทุกๆ คนตามธรรมชาติมาแต่กำเนิด กลุ่มทุนธุรกิจเห็นค่าว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมามีศักดิ์ศรี มีสิทธิเสรีภาพ และมีความเสมอภาคในตัวแล้ว เหตุการณ์ผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียและผู้โดยสารที่ได้จูงใจให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก้มกราบขอโทษคงไม่เกิดขึ้น 

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่ากลุ่มทุนใด ไม่ว่าทุนเล็กทุนใหญ่ ทุนไทยหรือทุนนอก มีเป้าหมายเดียวกันคือ “การแสวงหากำไรเพื่อการสะสมทุนแล้วนำกำไรไปลงทุนต่อไปอย่างต่อเนื่องแสวงหากำไรไปเรื่อยๆ กำไรจึงมีความสำคัญกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงานโดยหลงลืมไปว่าพนักงานของตนยังเป็นมนุษย์อยู่ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการทำกำไรเพียงอย่างเดียว” และกำไรคือตัวการทำให้ศีลธรรมของผู้บริหารเจือจางลง

แม้การละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียในครั้งนี้ ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกันมากนักทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่รุนแรง ภาครัฐเองก็มุ่งเน้นไปที่สิทธิมนุษยชนด้านการเมือง ด้านพลเมือง เป็นสำคัญ ที่มองเป็นเรื่องของส่วนรวม โดยไม่ให้ความสำคัญกับการละเมิดปัจเจกเท่าใดนัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอาจมองไม่เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างพฤติการณ์ของกลุ่มทุนที่แสวงหากำไรจนคุณธรรมบกพร่องอาจส่งผลกระทบต่อสังคมระยะยาวและท้ายสุดอาจยึดโยงกระทบต่อสิทธิทางด้านการเมืองด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้เมื่อเศรษฐกิจของชาติขึ้นอยู่กับเงินลงทุนจากต่างชาติ ภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดนโยบายสาธารณะเอาอกเอาใจกลุ่มทุนนั่นหมายความว่ามาตรฐานความเป็นอยู่และสภาพการดำรงชีพของพลเมืองถูกลดทอนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงกระทั่งออกมาต่อต้านนโยบายสาธารณะอย่างที่ผ่านมา

จากเหตุการณ์การกราบผู้โดยสารของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในครั้งนี้ เป็นทั้งบทเรียน และเป็นจุดเริ่มต้นในการกระตุ้นให้ภาครัฐ และสังคมให้ความสำคัญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกลุ่มทุนมากขึ้น เพราะมิฉะนั้นแล้วกลุ่มทุนก็จะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าแม้ความพึงพอใจนั้นจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดต่อพนักงานด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม

หลังจากนี้สังคมต้องช่วยกันกดดันให้ผู้บริหารไทยแอร์เอเชีย และกลุ่มทุนทั้งหลายต้องปฏิบัติตามหลักการข้อตกลงนานาชาติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และควรมีเป้าหมายในการประกอบธุรกิจเพื่อพิทักษ์สิทธิมนุษยชนด้วยความจริงใจ เราต้องไม่ปล่อยให้หลักการค้าเสรีที่เป็นคัมภีร์การค้าของกลุ่มทุนลิดรอนสิทธิมนุษยชน และเข้ามาลดทอนศักยภาพของรัฐในการปกป้องสิทธิพลเมืองของตน และที่สำคัญเราไม่ควรละเลยหรือเพิกเฉยปล่อยให้กลุ่มทุนแสวงหากำไรจากน้ำพักน้ำแรงของพนักงาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป

-------------------

ธนชาติ ธรรมโชติ

นักกฎหมายเศรษฐกิจและสิทธิมนุษยชน