หลายคนไม่เคยรู้ว่าตนเองนั้นเก่งแค่ไหน เพราะทั้งชีวิตมีแต่การซ้ำเดิมความล้มเหลวของตนเอง พ่อแม่บางคนเติมเต็ม
นิสัยแห่งความล้มเหลวนี้ให้ลูกโดยไม่ได้ตั้งใจจากการบ่นซ้ำซากกับความผิดพลาดเล็ก ๆน้อยๆ นิสัยแห่งความล้มเหลวนั้นเกิดง่าย แต่หมดไปจากตัวคนได้ยาก มีแต่จะจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้อีกต่อไปว่าตนเองนั้นเก่งแค่ไหน การงานไม่ว่ายากเย็นแค่ไหนมีโอกาสสำเร็จได้ด้วยฝีมือเรา ขอเพียงแค่ยังเหลือความเชื่อมั่นว่าเรายังมีความเก่งอยู่ในตัวเราเท่านั้น
นิสัยแห่งความล้มเหลวที่พบกันบ่อยที่สุดคือชอบเปรียบเทียบชีวิตด้านลบของตนเองกับชีวิตด้านบวกของคนอื่น โดยไม่ดูอย่างรอบครอบว่าชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน คนที่เรามองว่าชีวิตเขาเป็นบวก มีโอกาส มีความก้าวหน้า มีเงินทองมากกว่าเรานั้น อาจมีอีกมุมหนึ่งที่ย่ำแย่ไม่น้อยกว่าที่เรากำลังพบเจออยู่ก็ได้ ดังนั้นถ้าจะเปรียบเทียบเรื่องใดกับใคร ขอให้เปรียบเทียบบวกกับบวก ลบกับลบ อย่าเอาลบของเราไปเทียบกับบวกของเขา เพราะถ้ายิ่งเทียบก็ยิ่งรู้สึกแพ้ ยิ่งแพ้ก็ยิ่งเหยียบย่ำความเก่งของตนเองมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้ามองไม่เห็นด้านอื่นของเขานอกจากด้านบวก อย่าไปเปรียบเทียบเลยดีกว่า เปรียบเทียบตัวเรากับตัวเราในต่างกรรมต่างวาระเพื่อหาหนทางปรับปรุงดีกว่าเปรียบเทียบกับคนอื่นให้ตัวเราเองดูอ่อนด้อย ดูเป็นผู้แพ้ ในการเปรียบเทียบแบบนี้ แพ้ไม่ได้เป็นพระ และชนะไม่ใช่เป็นมาร
นิสัยที่เน้นว่าดีแค่ไหนก็ไม่ดีพอ ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบถึงจะเรียกว่าดี นิสัยนี้ไม่ได้ช่วยผลักดันให้เกิดความเป็นเลิศ เพราะมักถูกใช้ในด้านขาเข้าคือได้แค่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกว่าได้ ต้องได้ทุกอย่างเท่านั้นจึงจะรู้สึกว่าได้ ชนะเก้าครั้ง แพ้ครั้งเดียวก็บอกว่าล้มเหลวไปหมด ทำงานได้รับคำชมเชยเก้าครั้ง ถูกว่าแค่ครั้งเดียวก็บอกว่าการงานไม่ดี ต้องนึกทบทวนดูว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากอนุกรมของความสำเร็จหลาย ๆเรื่องติดต่อกัน แต่ความสำเร็จเกิดขึ้นปะปนกันระหว่างการปรับปรุงความสำเร็จในบางเรื่องให้ดียิ่งขึ้น และการเรียนรู้จากความล้มเหลวในบางเรื่อง การคาดหวังให้ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบทุกครั้งทุกครา อาจดูเหมือนเป็นความตั้งใจที่ดี แต่ที่จริงกลับกลายเป็นคนิสัยแห่งความล้มเหลว เพราะทำให้รู้สึกว่าที่ทำไปนั้นไม่เคยมีอะไรที่เป็นความสำเร็จ คนเราจะเดินหน้าต่อไปได้นั้นต้องรู้สึกเสียก่อนว่าได้เดินหน้ามาแล้วพอสมควร ถ้ารู้สึกว่ายังไม่ได้ไปไหนเลย แค่วนอยู่กับที่ จะเดินไปข้างหน้าคงไม่กล้าที่จะไป
นิสัยที่ฟังอะไรจากใครมาแล้วย้อนกลับมาว่าเป็นความแย่ของตนเอง หรือความแย่ของคนอื่นที่ได้ยินได้ฟังมานั้นช่างเหมือนกับของตนเองจริง ๆ นิสัยที่คิดแทนคนอื่นในเรื่องจุดอ่อนจุดแย่ของตนเอง คิดแต่ว่าคนนี้เห็นว่าเราแย่ตรงนั้น คนนั้นเห็นว่าเราแย่ตรงนี้ ชีวิตเลยกลายเป็นความแย่ในสายตาคนรอบตัว นิสัยคิดแทนคนอื่นเกี่ยวกับความแย่ของตนเองจะปิดบังและบิดเบือนความเก่งของตัวเราเอง จนกระทั่งหาความเก่งของตัวเองไม่พบเจออีกต่อไป ความล้มเหลวเล็กน้อยในอดีตกลายเป็นเรื่องที่เราคิดว่าคนอื่นจะจดจำ และยกให้ความความย่ำแย่ของเราไปตลอด ตัวเราเองนั่นแหละที่ยกความล้มเหลวที่ผ่านมาย้อนกลับมาเล่นงานตนเอง โดยใช้คนอื่นเป็นช่องทาง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าตัวเราสร้างความล้มเหลวให้ตัวเราเองได้มากกว่าคนอื่นจะมาสร้างให้
ในยามที่พบเจออุปสรรค คิดหาทางออกไม่ได้ พรรคพวกเพื่อนฝูงย่อมช่วยคิดช่วยหาทางออกกันเป็นธรรมดา แต่ในทันใดที่ใครเสนอทางออก ทางแก้ไขใด ๆขึ้นมา ก็คิดหาทางปิดไม่ให้มีหนทางออกจากอุปสรรคนั้น ใครบอกอะไรมา ฉันหาแต่หนทางที่จะทำให้วิธีนั้นใช้ไม่ได้กับอุปสรรคของฉัน นิสัยตีกันปิดทางออกในทันทีที่ได้รับการบอกกล่าวหนทางแก้ไขจากคนนั้นคนนี้ เป็นนิสัยแห่งความล้มเหลวขนานแท้และดั่งเดิมที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง
การสร้างความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะไม่ยากขึ้นหากเราละเลิกนิสัยแห่งความล้มเหลวลงไปได้บ้าง






