วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาคันตุกะจากข้างบ้าน ชื่อนาจิบ ราซัค

นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค

 แห่งมาเลเซียมีกำหนดจะมาเยือนไทย อย่างเป็นทางการพรุ่งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ต้องสะสาง ประเด็นความสัมพันธ์สองประเทศ ในหลายเรื่องที่ค้างคากันมายาวนาน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชายแดนระหว่างสองประเทศในแง่ของการพูดคุย (ทางการไทยหลีกเลี่ยงที่จะเรียกว่าเป็นการ “เจรจา”) ระหว่างรัฐบาลกลางไทยกับกลุ่ม “ผู้เห็นต่าง” หรือ “ผู้ก่อเหตุร้าย” ที่มาเลเซียมีบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” มาระยะหนึ่ง

หรือเรื่องการสร้างรั้วตรงชายแดนของสองประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออก ของคนและสินค้าผิดกฎหมายทั้งหลายทั้งปวง

รวมไปถึงประเด็น “สองสัญชาติ” ของคนที่อาศัยและทำงานอยู่ตรงชายแดน แต่ยังคงไว้ซึ่งหนังสือแสดงสัญชาติของสองประเทศ ทั้ง ๆ ที่เป็นหัวข้อของการพูดจาระหว่างสองรัฐบาลมายาวนาน แต่ดูเหมือนยังไม่มีมาตรการแก้ไขที่ยั่งยืนมาถึงวันนี้

ความร่วมมือระหว่างสองประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม และความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ว่าการเมืองของแต่ละประเทศจะพลิกผันไปอย่างไร การวางกติกาที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติและเกื้อกูลต่อกันเป็นเรื่องสำคัญมาตลอด

ยิ่งในระยะหลังมีประเด็นการปรากฏตัว ของสมาชิกกลุ่ม ISIS ที่ถูกจับกุม เพราะก่อเหตุร้ายหรือเตรียมก่อเรื่องรุนแรงที่มาเลเซีย ก็ยิ่งทำให้ประเทศไทยกับมาเลเซีย ต้องมีความร่วมมือและการประสานกิจกรรม ด้านการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และการร่วมกันตรวจตราความเคลื่อนไหว ของผู้คนที่เข้าออกระหว่างสองประเทศอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น

ข่าวกรองมาเลเซียยืนยันว่าสมาชิก ISIS ที่ได้รับการฝึกปรือจากซีเรีย ได้ถูกส่งกลับมาเพื่อวางแผนและปฏิบัติการก่อเหตุร้ายแล้ว

แม้ทางการไทยจะบอกมาตลอดว่า ไม่เชื่อว่ากลุ่มก่อเหตุทางใต้มีความโยงใยกับกลุ่ม ISIS แต่ย่อมไม่มีนักยุทธศาสตร์ทางทหารคนใด จะมองข้ามความเป็นไปได้ของการประสานประโยชน์ในกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ในวันข้างหน้าได้

ขณะที่มาเลเซียเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเราอย่างใกล้ชิด, ไทยก็ควรจะต้องเฝ้าความเคลื่อนไหว ของการเมืองมาเลเซียอย่างตาไม่กะพริบ โดยเฉพาะเรื่องราวอื้อฉาว ว่าด้วยเงินทองที่หายไปจากกองทุน One Malaysia Development Berhad (1MDB) ที่มีการกล่าวหาถึงขั้นว่าเงินไม่น้อยกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 35,000 ล้านบาท ได้ตกหล่นเข้ามาอยู่ในบัญชีธนาคารของผู้นำมาเลเซีย

ถึงวันนี้ นายกฯ นาจิบ ราซัค ยืนยันนั่งยันว่าตัวท่านเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับพฤติกรรมฉ้อฉลดังว่า แต่ข่าวคราวจากหลายแหล่งรวมถึงจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ และข่าวที่รั่วหลุดจากบางกระแสในมาเลเซียเอง ก็ทำให้เกิดภาพมัวซัวต่อนายกฯมาเลเซียอย่างปฏิเสธไม่ได้

แน่นอนว่า ไทยเราคงไม่มีหน้าที่จะต้องสอบถาม อาคันตุกะท่านนี้เป็นการส่วนตัวว่าเรื่องราวเช่นนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ยกเว้นเสียแต่ว่าท่านจะต้องการชี้แจง ให้เพื่อนสนิทมิตรสหายไทยให้ได้รับทราบเป็นการส่วนตัว เพื่อให้เกิดความสบายใจในการคบหาระดับเพื่อนบ้าน แต่เป็นหน้าที่ของผู้นำไทย ที่จะต้องวางตัวอย่างระมัดระวังในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อให้เกิดความตระหนักว่ารัฐบาลไทย มีความสนใจใคร่รู้ถึงตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว ที่เป็นข่าวคราวกว้างขวางทั่วโลกเช่นกัน

สถานภาพทางการเมืองของ นายกฯนาจิบ ราซัค วัย 63 ที่ขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลมาเลเซียตั้งแต่ปี 2009 หรือเมื่อ 7 ปีก่อน แม้จะยังดูเหมือนจะแข็งแกร่งเพราะมีเสียงข้างมากในสภา ในฐานะเป็นหัวหน้าพรรค UMNO และแกนหลักของพันธมิตรรวมกลุ่มที่เรียกว่า Barisan Nasional หรือ National Front แต่หากประเมินความคิดเห็นของคนมาเลเซียโดยทั่วไปที่กล้าแสดงออก ก็จะสัมผัสได้ถึงความสั่นคลอนในฐานอำนาจของผู้นำคนปัจจุบันไม่น้อย

หลังจากมีข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันต่อผู้นำ นาจิบ ราซัค ก็ปลดรองนายกฯหนึ่งคน, ปิดหนังสือพิมพ์สองฉบับ, และผลักดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมาย “สภาความมั่นคงแห่งชาติ” ที่ให้อำนาจกับนายกฯ อย่างเกือบจะเรียกว่าไร้ขีดจำกัด

ระยะหลังนี้ เศรษฐกิจมาเลเซียอ่อนตัวลงอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหนึ่งเพราะราคาน้ำมันที่ลดฮวบฮาบ และอีกเหตุหนึ่งเพราะความหวั่นไหว ที่เกิดจากเรื่องอื้อฉาวว่าด้วยเงินทองที่ล่องหนไปอย่างประหลาด จากกองทุนที่นายกฯเคยเป็นประธานกรรมการ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลริงกิตร่วงหล่นลงอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

การมาเยือนไทยของนาจิบ ราซัค เกิดขึ้นในจังหวะที่อะไร ๆ ที่บ้านเขากำลังร้อนแรงทีเดียว ไม่เชื่อลองถามอดีตนายกฯ มหาธีร์ โมหะหมัด ที่เพิ่งประกาศตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่มีเป้าหมายหลักประการเดียว

คือต้องโค่นคนชื่อนาจิบ ราซัค สถานเดียว!

(นักข่าวไม่ต้องถามท่านนายกฯมาเลเซียนะครับ ว่าคิดอย่างไรที่อดีตนายกฯมหาธีร์ และอดีตรองนายกฯ อันวา อิบบราฮิม ที่เคยเป็นคู่แค้นกันมายาวนาน เพิ่งพบปะจับมือเสวนากันวันก่อนเป็นครั้งแรกใน 18 ปี!)