อาทิตย์ที่แล้ว ข่าวใหญ่ในวงการเงินคือ การให้ความเห็นของผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ นางเจเน็ต เยลเล็น ที่กล่าวว่า
ภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในสหรัฐขณะนี้สนับสนุนแนวคิดการขึ้นอัตราดอกเบี้ย นางเยลเล็น ให้ความเห็นนี้เมื่อวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม ในสุนทรพจน์การสัมมนาประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ ที่เมืองแจคสัน โฮล สหรัฐอเมริกา พอเช้าวันจันทร์ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ตอบรับข่าวโดยการปรับลดลง เฉพาะในเอเชียตลาดหุ้นส่วนใหญ่ ยกเว้นญี่ปุ่นปรับลดลง และเงินดอลล่าร์สหรัฐโน้มแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินสกุลภูมิภาค นี่คือความสำคัญของข่าว
ในสุนทรพจน์มี 3 ประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐได้พูดถึง
หนึ่ง เศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้เติบโตสอดคล้องกับเป้าหมายของรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดแรงงานก็แสดงภาวะเข้มแข็งในแง่การจ้างงาน ถ้าจะให้ขยายความกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐตอนนี้คือ การใช้จ่ายครัวเรือน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกอ่อนแอ แต่ ณ จุดนี้โมเม็นตั้มของเศรษฐกิจไม่สร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ อัตราเงินเฟ้อยังต่ำกว่าเป้า ภาวะดังกล่าวจึงสนับสนุนแนวคิดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สอง อัตราดอกเบี้ยถ้าจะมีการปรับขึ้น คงปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ตลาดคาดว่า การปรับขึ้นครั้งต่อไปถ้าจะมีคงประมาณ 0.25 เปอร์เซ็นต์ และถ้าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เร็วที่สุดก็คงจะในช่วงก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งเฟดจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินอีก 3 ครั้งก่อนสิ้นปี คือ เดือนกันยายน พฤศจิกายน และธันวาคม
สาม ผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ ให้ความมั่นใจว่าธนาคารกลางสหรัฐมีเครื่องมือที่จะดูแลเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาวกลับเข้าสู่ภาวะถดถอย ประเด็นนี้มาจากความห่วงใยของตลาดการเงินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐขณะนี้อยู่ในระดับต่ำมาก และถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐ ธนาคารกลางอาจไม่มีเครื่องมือที่จะดูแลให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัว
ในเรื่องนี้ นางเยลเล็นให้ความมั่นใจว่าธนาคารกลางมีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถนำมาใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านตลาดพันธบัตร การชี้นำตลาด การขยายประเภทตราสารทางการเงินที่ธนาคารกลางจะซื้อเพื่ออัดฉีดสภาพคล่อง รวมถึงการวางเป้าหรือปรับเป้าของนโยบายการเงิน ซึ่งหลายอย่างสามารถทำได้มากขึ้นทั้งในแง่ปริมาณ และวิธีการ
ฟังความเห็นของผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐแล้ว คิดว่าธนาคารกลางสหรัฐคงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแน่นอนในปีนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งที่สองจากที่ได้ปรับขึ้นครั้งแรกเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และถ้าตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ จากช่วงนี้ถึงปลายปียังดีอยู่ เงื่อนเวลาการปรับที่เหมาะสมน่าจะเป็นช่วงเดือนธันวาคม คือช่วงเดือนสุดท้ายของปี เหตุผลที่มองอย่างนี้ก็เพราะ
หนึ่ง เดือนธันวาคม จะทำให้เฟดมีเวลาที่จะดูว่าภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในช่วงไตรมาสสาม และต้นไตรมาสสี่ดีต่อไปเหมือนขณะนี้หรือไม่ ซึ่งถ้าดีความมั่นใจต่างๆ ก็จะมากขึ้น ทำให้เหตุผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าจะยิ่งมีมากและเข็มแข็ง
สอง ในแง่นโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐควรต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อจากที่ได้ปรับขึ้นเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เพื่อให้ระดับของอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐเข้าสู่ระดับที่เป็นปกติต้องเข้าใจว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำมากอย่างในปัจจุบัน ไม่ใช่ระดับอัตราดอกเบี้ยปกติของเศรษฐกิจ แต่เป็นระดับอัตราดอกเบี้ยของเศรษฐกิจที่มีปัญหา ดังนั้น เมื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเริ่มเข้มแข็ง ก็ควรที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องปรับขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการฟื้นตัวจริง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาฟองสบู่ในอนาคต จากที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากนานเกินไป และถ้าไม่ทำเฟดก็คงจะเสียโอกาส ที่สำคัญถ้าเฟดไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเลยในปีนี้ ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเองก็อาจถูกกระทบ เพราะได้เคยกล่าวไว้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีการปรับขึ้นต่อเนื่องในปีนี้
สาม ในแง่การเมืองในสหรัฐเองที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในเดือนพฤศจิกายน การไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนและพฤศจิกายน น่าจะเหมาะสมที่ธนาคารกลางจะยังไม่ดำเนินการด้านใดๆ ก่อนการเลือกตั้ง วางตัวเป็นกลางช่วงนี้น่าจะดีที่สุด พร้อมกับออกแบบการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังเดือนพฤศจิกายนที่จะสอดคล้องกับนโยบายการคลังของประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ
ดังนั้นเท่าที่มอง เงื่อนเวลาที่เหมาะสมของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐครั้งต่อไปก็คือ เดือนธันวาคม ซึ่งก็สอดคล้องกับที่ตลาดการเงินโลกกำลังประเมินอยู่ขณะนี้ ที่มองความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ 33 เปอร์เซ็นต์ และอยู่ที่ 59 เปอร์เซ็นต์สำหรับเดือนธันวาคม
ดังนั้น ช่วงจากนี้ไปถึงเดือนธันวาคม จะเป็นช่วงที่ธนาคารสหรัฐจะส่งสัญญาณมากขึ้นๆ เพื่อให้ตลาดการเงินปรับตัวล่วงหน้าต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น นักลงทุนคงปรับตัวใน 4 แนวทาง หนึ่ง การปรับลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลก จากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น สอง การปรับตัวออกจากการลงทุนในตลาดพันธบัตรจากที่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะทำให้ราคาพันธบัตรโน้มลดลง ทำให้ผู้ลงทุนในตลาดพันธบัตรจะขาดทุน สาม การถอนเงินลงทุนออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่กลับเข้าสหรัฐ จากที่ผลตอบแทนการลงทุนในทรัพย์สินสกุลเงินดอลล่าร์ จะสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน และ สี่ ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่จะโน้มแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ของโลก
การปรับตัวทั้งสี่ด้านนี้ คงจะเกิดขึ้นในระยะต่อไป ทำให้เมื่อเดือนธันวาคมมาถึงและมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง เพราะตลาดการเงินและนักลงทุนได้ปรับตัวล่วงหน้าไปแล้ว
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็คงจะอยู่ในสี่แนวทางนี้เช่นกัน แต่ที่ต้องระวังมากในแง่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจก็คือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศที่มีต่อสภาพคล่องในประเทศ ต่อตลาดหุ้น และค่าเงินบาท ดังนั้นทางการต้องดูแลให้ความผันผวนอยู่ในขอบเขตที่ภาคธุรกิจเอกชนจะสามารถปรับตัวได้






