“Un-certainty is certainty”ใช้อธิบายเหตุการณ์ปัจจุบันของสหภาพยุโรปได้ดีที่สุดทุกวันนี้ ยุโรปถูกรุมเร้าด้วยปัญหามากมายทั้งเศรษฐกิจและการเมือง
จุดกระแสเข้มข้นขึ้นจากผลการทำประชามติที่สหราชอาณาจักรขอแยกทางจากสหภาพยุโรป (BREXIT) ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่หักปากกานักวิเคราะห์ระดับโลก สร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน และความระส่ำระสายทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดถึงทิศทางการดำเนินการ และการเจรจาขั้นต่อไป สิ่งที่พอจะคาดได้คือ หนทางของยุโรปต่อจากนี้จะเปรียบเสมือนถนนที่เต็มไปด้วยเครื่องกีดขวาง
ดัชนีชี้วัดความไม่แน่นอนทางการเมืองของยุโรป จัดทำโดยScott R. Baker, Nick Bloom และSteven J. Davis ซึ่งใช้วิธีรวมพาดหัวข่าวที่พูดถึงความไม่แน่นอนจากหนังสือพิมพ์ชื่อดังในเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และอังกฤษ ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากเฉลี่ยต่ำกว่า 200 จุด เป็นสูงกว่า 400 จุด ชั่วข้ามคืนภายหลัง BREXIT สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่อ่อนแอ นักวิเคราะห์เรียงแถวลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจทั้งของอังกฤษและยุโรป โดยอังกฤษถูกปรับลงมากกว่าจากผลกระทบทางการค้า
ดูเหมือนปัญหาการเมืองในยุโรปจะลุกลามเป็นโดมิโนไปแล้ว อิตาลี และฮังการี กำลังจะทำประชามติของตนเองในเดือนตุลาคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้คัดค้านมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลว่าคำสั่งนี้ละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศสมาชิก รวมถึงความกังวลว่าผู้ก่อการร้ายจะแฝงตัวเข้ามาง่ายขึ้น ที่น่าสนใจคือ คำถามประชามติในครั้งนี้...ที่ได้รับเสียงครหาว่ามีใจความชักใย “คุณอนุญาตให้สหภาพยุโรปมีสิทธิออกคำสั่งให้ประชาชนที่ไม่มีสัญชาติฮังการีเข้ามาโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่”มีความเป็นไปได้สูงที่ผลจะออกว่า ‘ไม่’ ตามการสำรวจล่าสุดในเดือนสิงหาคม หากเป็นไปตามนี้ ก็จะมีแรงกดดันต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสหภาพยุโรป ที่ ณ เวลานี้ เปราะบางเหลือเกิน
อิตาลี กำหนดการทำประชามติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปวุฒิสภาในช่วงปลายตุลาคมถึงต้นพฤศจิกายน โดย นายกรัฐมนตรีต้องการลดอำนาจวุฒิสมาชิก และลดขั้นตอนราชการที่ยืดเยื้อ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลและผลักดันการปฏิรูปให้เดินหน้าเร็วขึ้น ในทางกลับกัน หากประชามติไม่ผ่าน นาย Renzi จะลาออก ซึ่งจะนำความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับมาอีกครั้ง เพราะนาย Renzi ได้รับความนิยมจากชาวอิตาลีมาก ทั้งนี้ ผลสำรวจล่าสุดในเดือนสิงหาคมยังออกมาสูสีกันที่ รับ 45% ไม่รับ 36% และยังไม่ตัดสินใจ 19%
นี่เป็นเพียงตัวอย่างสะท้อนความไม่แน่นอนของการเมืองในยุโรปซึ่งย่อมส่งผลต่อนโยบายทางเศรษฐกิจ ค่าเงิน และตลาดหุ้น
เป็นที่น่าสังเกตว่า นักวิเคราะห์การเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ต่างแสดงความกังวลต่อผลในอนาคตของ BREXIT แต่ราคาหุ้นและค่าเงินกลับสะท้อนภาพที่ขัดแย้ง ในช่วงแรกของความตื่นตระหนกทั้งค่าเงินยูโรและปอนด์อ่อนค่าลง พร้อมๆ กับแรงเทขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จากวันลงประชามติ BREXIT ค่าเงินยูโร และปอนด์ได้อ่อนค่าในจุดที่มากที่สุดถึง -4.15% และ -13.97% เทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีหุ้นยุโรป และดัชนีตลาดหุ้นอังกฤษลดลงสูงสุด -11.35% และ -8.67%
เมื่อนักลงทุนคลายความตระหนกและมีเวลากลั่นกรองข้อมูลมากขึ้น ค่าเงิน และราคาหุ้นเริ่มปรับตัวตามสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ไม่อ้างอิงเฉพาะ BREXIT โดยถึงปัจจุบันค่าเงินยูโร และปอนด์ปรับขึ้นจากจุดต่ำสุดเหลือระดับการอ่อนค่าเพียง -1.99% และ -11.69% ตามลำดับ ดัชนีหุ้นยุโรปดีดกลับมายืนระดับเดิม และดัชนีหุ้นอังกฤษพุ่งขึ้นกว่า 7%
ทิศทางของค่าเงินและตลาดหุ้นต่อจากนี้ต้องเผชิญกับความผันผวนสูงขึ้น และในบางช่วงอาจทำลายบรรยากาศการลงทุนโดยรวม นักลงทุนควรระมัดระวังกับสถานการณ์ลงทุนในยุโรป ทั้งค่าเงิน พันบัตร และหุ้น รวมถึงไม่ละเลยกระจายเงินลงทุนในสินทรัพย์อื่น ภูมิภาคอื่น เพื่อบริหารความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต






