วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รถยนต์ไฟฟ้าในไทย บททดสอบสำคัญ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ

รวมถึงบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ อย่างบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ร่วมกันประกาศมาตรการสนับสนุน หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นความหวัง ให้กับประเทศไทยที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ นั่นคือ การสนับสนุนการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยนำร่องการสร้างจุดชาร์ตไฟสำหรับแบตเตอรีในปั้มน้ำมันและส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ รวมถึงเงินสนับสนุนเอกชนส่วนหนึ่งในการตั้งจุดจ่ายไฟในอาคาร ทั้งห้างสรรพสินค้าและคอนโดมีเนียม

นโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังอย่างมาก โดยจะนำร่องนำมาใช้อย่างจริงจังสำหรับรถสาธารณะขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และหน่วยราชการอื่นๆ ซึ่งหากพิจารณาจากสัดส่วนที่จะใช้บริการและจุดชาร์ตรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะเห็นว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถยนต์ทั้งระบบ แต่ก็ถือว่าเป็นโครงการนำร่องที่ทดลองใช้จริงเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ของไทย

ประเด็นถกเถียงกันในขณะนี้ระหว่างหน่วยงานรัฐ ผู้ผลักดันนโยบายกับภาคเอกชนในฐานะผู้ประกอบการอุตสาหกรรม คือ ไทยมีความพร้อมจริงหรือไม่ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมประเภทนี้ โดยมีมุมมองต่างกันอย่างสิ้นเชิงอย่างน้อยก็ในระยะสั้น ทั้งนี้ผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทรถยนต์จากประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ยังเห็นว่าตลาดเมืองไทยยังไม่ใหญ่พอในการรองรับการผลิต อีกทั้งตลาดในระดับโลกก็ยังไม่ใหญ่มากพอ เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์โดยรวม

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างมาก ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพราะหากติดตามการหารือระหว่างค่ายรถยนต์กับตัวแทนของรัฐบาล ดูเหมือนว่าไม่ได้สนใจข้อเรียกร้องของค่ายรถยนต์มากนัก แต่ยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายต่อไป ทั้งเรื่องมาตรการสนับสนุนการลงทุนและเตรียมแผนรองรับหากในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายก็ยอมรับแล้วว่ามีทิศทางการพัฒนายานยนต์ของโลกในอนาคตอันใกล้นี้

หากพิจารณาค่ายรถยนต์ที่แสดงความสนใจต่อนโยบายดังกล่าว ก็จะเห็นได้ว่ามีค่ายรถยนต์จากจีนที่แสดงความสนใจอย่างมาก รวมถึงผู้ประกอบการไทยหลายราย อย่างกลุ่มซีพี ก็แสดงความสนใจในอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงค่ายรถยนต์จากยุโรปอย่างค่ายบีเอ็มดับเบิลยู แม้แต่ค่ายรถญี่ปุ่นอย่างนิสสัน ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่านโยบายสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาลจะไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากว่าจะประเมินการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งใหญ่ได้ถูกต้องหรือไม่

หากติดตามการผลักดันนโยบายสนับสนุนของรัฐบาลมาตั้งแต่ต้น เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศโดยไม่คำนึงกระแสคัดค้านจากค่ายรถยนต์ที่เคยมีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก โดยอ้างเรื่องผลกระทบในหลายด้าน ทั้งอุตสาหกรรมต่อเนื่องและเรื่องการจ้างงาน หรือขู่ในเรื่องการย้ายฐานการลงทุน แต่ยังคงมุ่งมั่นผลักดันนโยบายต่อไปจนเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

เท่าที่ติดตามนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจถือเป็นประเด็นที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง ว่ารัฐบาลไทยจะสามารถกำหนดวาระของตัวเองได้หรือไม่ว่าต้องการผลักดันทิศทางประเทศไปทางไหน โดยขจัดอิทธิพลของบริษัทข้ามชาติในการกำหนดนโยบายมานานกว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่มีแผนพัฒนาประเทศ และเราเชื่อว่าหากหลายๆนโยบายที่พยายามผลักดันออกมาใช้หลักการเดียวกันนี้ เราเชื่อว่าอย่างน้อยก็จะทำให้สังคมไทยเริ่มก้าวสู่ยุคใหม่ที่สามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศที่เริ่มต้นจากภายในเราเอง แต่ยังก้าวทันกระแสโลก