ญี่ปุ่นกับความมั่นคงในเอเซียตะวันออก

ญี่ปุ่นกับความมั่นคงในเอเซียตะวันออก

เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวรแห่งกรุงเฮกตัดสินว่า การอ้างกรรมสิทธิในทะเลจีนใต้ของจีน

ขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ความตึงเครียดในทะเลจีนตะวันออกก็เพิ่มสูงขึ้นและมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะดำเนินไปในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้

5-9 สิงหาคมเรือยามฝั่งจีนกว่า 10 ลำ และเรือประมงจีน 200 ลำ ล่วงล้ำเข้าไปในน่านน้ำหมู่เกาะเซนกะกุ/เตียวหยูที่อยู่ในการควบคุมของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และเพิกเฉยต่อการประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่าของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้เอกอัครราชฑูตจีนประจำญี่ปุ่นถูกเรียกเข้าพบเพื่อประท้วงถึงสองครั้ง ทำให้สภาพแวดล้อมของความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนเสื่อมทรามลงอย่างชัดเจน

ความวิตกกังวลของญี่ปุ่นกับความเป็นไปได้ที่จีนจะบังคับให้ญี่ปุ่นยอมรับการอ้างกรรมสิทธิของจีนในหมู่เกาะเซนกะกุ/เตียวหยู โดยการบังคับใช้การอ้างกรรมสิทธินั้นแต่เพียงฝ่ายเดียว เช่นเดียวกับที่จีนทำกับอาเซียนในกรณีข้อพิพาททะเลจีนใต้ ไม่ใช่ความกลัวที่ปราศจากเหตุผล และหากจีนทำเช่นนั้นจริง การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐก็จะทำให้เอเซียตะวันออกตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางการทหารที่อาจนำไปสู่การสู้รบได้

ขณะที่ความสัมพันธ์จีนกับเกาหลีใต้ก็เสื่อมทรามลงเช่นกัน เนื่องจากเกาหลีใต้ยินยอมให้สหรัฐเข้ามาติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ในประเทศเพื่อรับมือกับขีปนาวุธของเกาหลีเหนือที่พัฒนามากขึ้น โดยจีนเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและมีแนวโน้มจะตอบโต้เกาหลีใต้ด้วยมาตรการการค้า โดยเกาหลีใต้ระบุว่าระบบป้องกันขีปนาวุธนี้จะไม่ใช่สิ่งจำเป็น หากจีนไม่ล้มเหลวควบคุมความกร้าวร้าวของเกาหลีเหนือ

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กลับเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการที่ปัญหา “comfort women” ได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อความร่วมมือระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะทางด้านความมั่นคงที่ต่างมีเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคาม แม้มีข้อพิพาทเกาะทะเคชิมะ/ด็อคโดที่เกิดการประท้วงจากทั้งจากฝ่ายเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แต่ไม่มีแนวโน้มใดที่แสดงว่าญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้จะใช้การอ้างกรรมสิทธิเฉพาะเพียงฝ่ายตนเช่นที่จีนทำในทะเลจีนใต้

ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐต่อเอเซียตะวันออก หากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีส หรัฐในเดือนพฤศจิกายนนี้ และสหรัฐดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวตนเองตามที่ทรัมป์ได้หาเสียงไว้ ดุลอำนาจในเอเซียตะวันออกจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และหากเหตุการณ์พัฒนาไปถึงจุดที่เลวร้ายที่สุดคือ สหรัฐถอนตัวออกจากภูมิภาคเอเซียตะวันออกจะตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพอย่างรุนแรง จากความเป็นได้ที่จีนและเกาหลีเหนือจะกร้าวร้าวมากขึ้น ในขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องรีบเร่งพัฒนาศักยภาพทางการทหารของตนเองเพื่ออุดช่องว่างทางความมั่นคงหากสหรัฐถอนตัว

ด้านการเมืองภายในของญี่ปุ่น นำโดยพรรคแอลดีพีมีเสียงข้างมากในสองสภาเกินกว่า 2 ใน 3 ซึ่งเป็นเงื่อนไขแรกของเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประชาชนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ยังไม่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 9 ที่เป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองของญี่ปุ่นมาตลอด แต่ทั้งนี้ หากความมั่นคงในเอเซียตะวันออกเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่คุกคามญี่ปุ่นมากขึ้นจนสร้างความกลัวขึ้นในหมู่ประชาชนญี่ปุ่นได้มากพอ ความกลัวนั้นจะกลายเป็นเงื่อนไขที่สร้างความเห็นชอบร่วมกันในหมู่พรรคการเมืองที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำให้ประชาชนญี่ปุ่นเห็นด้วยกันมากขึ้น

ความท้าทายด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นหลังคำตัดสินทะเลจีนใต้ก็คือการรับมือกับการแผ่ขยายอิทธิพลที่แข็งกร้าวของจีน การคุกคามด้านขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐ ในขณะเดียวกันก็จะต้องไม่ยอมให้ฝ่ายชาตินิยมสุดโต่งใช้ประเด็นความมั่นคงนำพาประเทศไปในทิศทางที่สุมเสี่ยงต่อการสูญเสียเจตนารมณ์สันติภาพที่ญี่ปุ่นยึดถือมาตลอด 70 ปีการสร้างกลุ่มพันธมิตรนานาชาติที่เข้มแข็ง และทางเลือกที่เป็นรูปธรรมแก้ปัญหาเศรษฐกิจการเมืองภายใน น่าจะเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นพิจารณาควบคู่ไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

-------------------

ภาคภูมิ วาณิชกะ

ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย