ไม่ว่าเบื้องหลังการก่อวินาศกรรม
สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเป็นใครหรือกลุ่มใด มีเป้าประสงค์อย่างไร สังคมไทยจะต้องไม่ยอมให้การใช้ความรุนแรง เป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวัน
ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ไม่ว่ากระบวนการจากนี้ไปจะมีรูปแบบ “ประชาธิปไตย” มากน้อยเพียงใด ผู้กระทำความรุนแรง จะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเข้มข้น รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด
สังคมไทยต้องแยกระหว่างการแสดง “ความเห็นที่แตกต่าง” กับ “การก่อการร้าย” และ “การก่อเหตุวินาศกรรม” เพราะสองเรื่องนี้ไปด้วยกันไม่ได้เป็นอันขาด
นั่นย่อมแปลว่าไม่มีใครสามารถ อ้างสาเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมือง มาเป็นเครื่องมือของการทำลายล้างกันด้วยความรุนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความรุนแรงนั้น มีเป้าหมายทำลายล้างชีวิตและทรัพย์สินของคนไร้เดียงสา ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของฝ่ายใด
หากกลไกข่าวกรองของรัฐทำงานตามที่ควรจะเป็น การตามไล่ล่าหาผู้กระทำผิดในเหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นหลาย ๆ จุดพร้อมกันในภาคใต้ ไม่ควรจะเป็นเรื่องยากเย็นเกินไป เพราะรูปแบบและแนวทางการก่อเหตุมีความละม้ายกับเหตุการณ์อื่น ในวันนั้นและกับกรณีที่คล้ายกันในอดีตที่ผ่านมา
แน่นอนว่าผู้ลงมือกระทำการย่อมติดตามได้ง่ายกว่าผู้บงการวางแผนและบงการ แต่การเกาะติดร่องรอยย้อนหาต้นทางการติดต่อสื่อสารและ “เส้นทางการเงิน” ย่อมไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หากลงมือทำงานกันอย่างมืออาชีพจริง ๆ
คำว่า “มืออาชีพ” ย่อมหมายถึงการทำหน้าที่ของตน อย่างตรงไปตรงมาตามมาตรฐานสากล โดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง มุ่งทำหน้าที่เพื่อให้บ้านเมืองได้ประโยชน์สูงสุด
เพราะหากเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ดูแลแก้ไข จากผู้รักษากฎหมายอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ความรู้สึกไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐบาลจะสั่นคลอน และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวและนักลงทุน ก็จะได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
เท่ากับ “เข้าทาง” ของผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำครั้งนี้อย่างปฏิเสธไม่ได้
อีกทั้งหากปล่อยให้เรื่องราวลากยาวต่อไป โดยที่ทางการไม่มีทิศทางของการสื่อกับประชาชน การปล่อยข่าวตามความคาดการณ์ของแต่ละฝ่าย จะสร้างความสับสนในหมู่ประชาชนและบิดเบือนข้อเท็จจริงจนไม่มีใครสนใจ “ข้อเท็จจริง” อย่างจริงจัง
ไม่ว่าการก่อวินาศกรรมครั้งนี้จะเป็นฝีมือ “คนข้างใน” หรือ “คนข้างนอก”
ไม่ว่าเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้จะเป็นเรื่องของ “สงครามสี” ที่ยืดเยื้อมายาวนานและมีท่าทีจะลากยาวต่อไป
ไม่ว่าจะเกี่ยวกับผลการลงประชามติหรือไม่
ไม่ว่า “มหาอำนาจ” จะอยู่หลังฉากกรณีนี้มากน้อยเพียงใด
อย่าปล่อยให้เกิดภาวการณ์ที่คนในสังคม “เชื่อแต่เพียงทฤษฎีที่ตนเองอยากเชื่อ” โดยไม่สนใจตรวจสอบข้อมูล และไม่พิจารณา “ความเป็นไปได้” อีกทางหนึ่งที่อาจจะนำไปสู่ความจริงที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและถาวร
เพราะในท้ายที่สุด การพร้อมจะเผชิญความจริงของทุกฝ่ายเท่านั้น ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาของประเทศไทยอย่างยั่งยืนถาวร









