เหตุร้าย 2 วัน 14 จุด ตาย 4 บาดเจ็บ
หลายสิบคนใน 7 หัวเมืองทางใต้เมื่อวันพฤหัสบดีและศุกร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะวิเคราะห์จากมุมไหน ก็ต้องจบลงด้วยคำถามที่ว่า
ใครได้ประโยชน์จากการก่อวินาศกรรมครั้งนี้? ได้คำตอบแล้วจึงสามารถนำสืบไปถึงผู้บงการได้ไม่ยาก
ก่อนอื่นต้องเจาะหาเบาะแสให้ได้ ว่าใครสามารถตักตวงประโชน์ จากพฤติกรรมเหี้ยมโหดไร้มนุษยธรรม ที่จงใจจะสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ต่อผู้คนที่ไม่ได้เป็นคู่กรณีกับฝ่ายไหนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัวใด ๆ
ทฤษฎีแรกจากนักวิเคราะห์โยงไปถึงผลการลงประชามติ
คนที่เชื่อแนวทางนี้บอกว่าคนที่วางแผนสั่งการ และประสานให้เกิดเหตุระเบิดพร้อมกัน หลายจุดทางภาคใต้เพราะไม่พอใจ ผลการลงประชามติที่ส่วนใหญ่ให้ความเห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นที่สองที่ให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คนมีสิทธิร่วมเลือกนายกฯคนใหม่หลังเลือกตั้ง ทำให้ คสช. มีอำนาจอยู่ต่อไปอีก
หากคนกลุ่มนี้ไม่พอใจเช่นนั้นจริง การแสดงออกด้วยการวางแผนระเบิดพร้อม ๆ กันหลายจุดที่ภาคใต้โดยให้มีคนตายและบาดเจ็บและกระทบภาพลักษณ์ประเทศชาติ ทั้งเรื่องการลงทุนและการท่องเที่ยวจะเกิดประโยชน์อะไร?
คนที่วิเคราะห์แนวนี้บอกว่าที่ทำอย่างนั้นก็เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศ และคนทั้งโลกได้เห็นเป็นประจักษ์ว่ารัฐบาลของ คสช. แม้จะมีทหารบริหารอย่างเข้มข้น ก็ไม่อาจจะป้องกันเหตุร้ายเหล่านี้เลย ทำให้ภาพของ คสช. ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นไปทางลบ ไม่อาจจะปกครองบ้านเมืองต่อไปได้
ก็จะเกิดคำถามต่ออีกว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง คนกลุ่มที่บงการให้เกิดเรื่องครั้งนี้ ต้องการไม่ให้รัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบใช่หรือไม่? ถ้าใช่พวกเขาจะให้รัฐธรรมนูญที่ต้องการเกิดขึ้นได้อย่างไร? และหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พวกเขาแน่ใจหรือว่าร่างใหม่ภายใต้ คสช. จะออกมาด้วยเนื้อหาที่พวกเขาต้องการ?
คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ต้องมีคำถามเหมือนคนทั้งหลาย ว่าหากเกิดความวุ่นวายปั่นป่วนเพราะความรุนแรงเช่นนี้ ใครจะได้ประโยชน์ หรือฝ่ายใดจะอ้างสถานการณ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองสำหรับตน?
อีกทฤษฏีหนึ่งที่ตามมาคือ “ปัจจัยภายนอก” อันเกี่ยวกับการเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยประเทศมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง
คนที่คล้อยตามแนวทางนี้อาจจะเชื่อแนวทางที่หนึ่งด้วย นั่นคือทฤษฎี “สมรู้ร่วมคิด” ระหว่างกลุ่มการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อกดดันให้ คสช. ต้องยอมคายอำนาจ นำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เกิดรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ที่คนบางกลุ่มเชื่อว่าจะเป็นไปตามทิศทางที่ตนต้องการ เพื่อสนองตอบผลประโยชน์ของกลุ่มทั้งในและนอกที่ตกลงกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่ไม่ว่าแนวทางวิเคราะห์เหตุร้ายรอบนี้จะมาจากไหน คนส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มจะเชื่อว่าความสงสัยข้อแรกน่าจะเป็นประเด็นหลัก และผลที่กำลังจะตามมาก็คือประเทศไทยกำลังกลับเข้าสู่“วงจรอุบาทว์” เดิมอีกครั้ง
นั่นคือการเผชิญหน้าระหว่างคนสองกลุ่มสองสี ที่ต่างคนต่างต้องการจะได้ชัยชนะ เพื่อผลักดันแนวทางของตนเอง และเบียดให้อีกกลุ่มหนึ่งตกขอบทางการเมืองไป
ภาพหลอนเก่า ๆ ที่มีเหตุร้ายระเบิดเกือบทุกวัน มีการเผชิญหน้าระหว่างคนสองกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
หากเป็นเช่นนี้ รัฐบาลและประชาชนจะต้องทำอย่างไรต่อไป... พรุ่งนี้ต้องว่ากันต่อครับ






