วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปัญหาใหม่เริ่มตั้งเค้า

แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลก ไม่ได้ดำดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุด

 แต่ก็ไม่ได้ดีดตัวสู่ระดับสูงเหมือนเมื่อหลายปีก่อน ที่พุ่งไปเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ล่าสุดสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ได้ปรับลดคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันสำหรับปีหน้าลง สืบเนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกรณี“เบร็กซิท” โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปีหน้า จะลดลงเหลือวันละ 1.2 ล้านบาร์เรล จาก 1.4 ล้านบาร์เรลในปีนี้

เกณฑ์ที่ใช้ในการคำนวณของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ก็อาศัยการคาดหมายของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ตัดสินใจเมื่อเดือนกรกฎาคม ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงไปอีก หลังจากอังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป อันทำให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปีนี้และปีหน้า จะย่ำแย่ลงไป โดยอังกฤษเองจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปก็จะพลอยโดนหางเลขไปด้วย ผลพวงจากแนวโน้มการค้าและความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลงนั่นเอง

สำหรับปริมาณการจัดหาน้ำมันในโลกนั้น เพิ่มขึ้นประมาณวันละ 0.8 ล้านบาร์เรลเมื่อเดือนกรกฎาคม สืบเนื่องจากการผลิตทั้งของโอเปคเอง และประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปค เพิ่มขึ้น โดยซาอุดีอาระเบียเพิ่มการผลิต สู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์ถึงวันละเกือบ 10.5 ล้านบาร์เรล ด้านอิรักก็ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น อันหนุนนำปริมาณการผลิตรวมของกลุ่มโอเปค ขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 8 ปี ส่วนข้อมูลของสหรัฐก็ปรากฏว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองพุ่งขึ้นเช่นกัน สภาพการณ์ดังกล่าวฉุดให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

มีเสียงเตือนอีกครั้งว่าระดับการผลิตในโลก มีมากเกินความต้องการใช้น้ำมันอยู่อย่างมากมาย อันเป็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เข้าสู่ “ภาวะตลาดหมี” หรือซึมเซาตกต่ำตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางข้อมูลปริมาณการผลิตในระดับที่สูงลิ่ว ทำลายสถิติอันสวนทางกับความต้องการใช้น้ำมัน และฉุดดึงราคาให้ร่วงลงมากกว่า 20% นับตั้งแต่พุ่งไปสู่ระดับสูงเกินกว่า 50 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนมิถุนายน และลงไปปิดตลาดที่ระดับต่ำกว่า 40 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แม้ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นมาเป็นช่วงสั้นๆ เมื่อต้นสัปดาห์ หลังจากมีข่าวว่ากลุ่มโอเปค จะประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการในเดือนหน้า นอกรอบการประชุมพลังงาน และเป็นการประชุมนัดพิเศษก่อนถึงการประชุมตามวาระในเดือนพฤศจิกายน อันก่อให้เกิดการคาดหมายว่าโอเปค อาจเข้าแทรกแซงเพื่อจำกัดกำลังการผลิต แต่หากย้อนอดีตไม่นานมานี้จะพบว่าการประชุม 2 ครั้งก่อนหน้านี้อันมีเป้าหมายเพื่อตรึงกำลังการผลิต ไม่ใช่ลดการผลิตด้วยซ้ำ ก็ปรากฏว่าที่ประชุมยังไม่สามารถเห็นพ้องกันได้ในอันที่จะจำกัดหรือตรึงเพดานการผลิต

ดังนั้นจึงมีแนวโน้มว่าตลาดหรือราคาน้ำมัน จะอยู่ในระดับไม่สูงนักในระยะกลาง และหากแท่นขุดเจาะต่างๆ ในสหรัฐเริ่มกลับมาให้บริการกันมากขึ้นอีกครั้ง ก็จะยิ่งก่อให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับกระแสการจัดหาน้ำมันที่ล้นเกิน ซึ่งสิ่งนี้เคยดึงรั้งให้ราคาน้ำมันทรุดฮวบลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 12 ปีที่ 29 ดอลลาร์มาแล้วเมื่อเดือนมกราคม อันสร้างปั่นป่วนแก่ตลาดเงิน และนำไปสู่การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือราคาน้ำมันที่ดิ่งลงรอบนี้ กลับไม่ได้เอื้อประโยชน์หรือส่งผลดีทางเศรษฐกิจมากนัก ดังนั้นการเข้าสู่ภาวะ“หมี”ของตลาดน้ำมัน จึงอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่แนวโน้มไม่สดใสนักก็เป็นได้