หลังสองพรรคใหญ่ได้ตัวแทนส่งลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี สำนักสำรวจความเห็นต่างพากันออกหาข้อมูลที่บ่งชี้ว่า
ผู้มีสิทธ์ออกเสียงส่วนใหญ่จะเทคะแนนให้ใครในวันเลือกตั้ง เท่าที่ผ่านมาในช่วงเวลาสั้นๆ ข้อมูลบ่งว่านางฮิลลารี คลินตัน จะชนะนายโดนัลด์ทรัมป์ แบบขาดลอย แต่เนื่องจากยังมีเวลาอีกนานก่อนถึงการลงคะแนนในวันที่ 8 พฤศจิกายน ความเห็นของประชาชนอาจเปลี่ยนได้อย่างมีนัยสำคัญ ผมจึงมองว่ายังไม่น่าฟันธง ปัจจัยที่ทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นได้แก่ วิชามารซึ่งอาจนำมาใช้กันมากเนื่องจากนางคลินตันมีแผลที่อาจถูกนำมาเผยแพร่ แล้วแก้ตัวไม่ทันในช่วงเวลาไม่กี่วันก่อนการลงคะแนน
ดังที่อ้างถึงแล้ว แนวนโยบายของนางคลินตันเน้นด้านสวัสดิการสังคมมากกว่าของนายทรัมป์ หากเธอชนะการเลือกตั้ง สวัสดิการสังคมจะขยายออกไปอีก แต่การขยายออกไปนั้นจะไม่มากจนทัดเทียมกับระดับของประเทศสแกนดิเนเวีย ทั้งนี้เพราะนางคลินตันเป็นนักการเมืองกระแสหลักในสังคมอเมริกัน ฉะนั้น นโยบายจะไม่ทะลุออกไปนอกกรอบเดิม ซึ่งเน้นบทบาทของรัฐต่ำกว่าในประเทศสแกนดิเนเวีย
นอกจากนั้น การเพิ่มสวัสดิการมีค่าใช้จ่ายซึ่งต้องมาจากภาษี หรือไม่ก็จากการเพิ่มหนี้สิน การเพิ่มภาษีในอเมริกาทำได้ยาก ส่วนภาระหนี้นั้นสูงมากแล้ว ข้อมูลของธนาคารโลกบ่งว่า อเมริกาเก็บภาษีราวร้อยละ 10 ของรายได้ ในขณะที่ประเทศสแกนดิเนเวียเช่นเดนมาร์กเก็บถึงร้อยละ 33 ไม่ว่าประธานาธิบดีจะเป็นใคร การเก็บภาษีใกล้ระดับนี้จะไม่มีเกิดขึ้น
ผู้ติดตามการหาเสียงในอเมริกาคงเห็นแล้วว่า นางคลินตันได้รับการสนับสนุนเต็มที่บนเวทีหาเสียงจากนายวอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีลำดับสองรองจากนายบิล เกตส์ ดังที่อ้างถึงแล้ว นายบัฟเฟตต์ได้เริ่มบริจาคทรัพย์สินจำนวนมหาศาล เพื่อสวัสดิการของเพื่อนมนุษย์ผ่านมูลนิธิของนายเกตส์ และได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะบริจาคจนหมดยกเว้นเพียงร้อยละ 1 เท่านั้น นายบัฟเฟตต์กับนายเกตส์ ต่างกับมหาเศรษฐีโดยทั่วไปที่สนับสนุนให้เก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น รวมทั้งภาษีมรดก เมื่อรัฐบาลเก็บในระดับต่ำและมักใช้เงินภาษีอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ พวกเขาจึงไม่บริจาคให้รัฐบาลหากตั้งมูลนิธิขึ้นมาบริหารจัดการเอง
อนึ่ง ผู้ที่รู้เรื่องราวของนายบัฟเฟตต์และนายเกตส์อยู่บ้างคงทราบแล้วว่า สองมหาเศรษฐีนี้มีความเป็นอยู่ค่อนข้างไปทางสมถะ ทั้งสองยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังแรกของตน มักขับรถยนต์เอง ไม่มีบ้านพักตากอากาศอันหรูหรา หรือเรือยอชท์ที่มหาเศรษฐีนิยมมีกันทั้งสองตระหนักดีว่าระบบตลาดเสรีเปิดโอกาสให้สร้างความร่ำรวย แต่มันอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ทางแก้ปัญหาของเขาคือ ไม่นำความร่ำรวยนั้นมาปรนเปรอตัวเองจนเกินไป หากใช้ไปในทางช่วยเหลือผู้อื่น
หากมองต่อไปอาจสรุปได้ว่า มหาเศรษฐีสองคนนี้ปฏิบัติตรงกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเช่นเดียวกับอะดัม สมิธ ต้นตำรับของแนวคิดเศรษฐกิจระบบตลาดเสรี ซึ่งคอลัมน์นี้เคยนำมาเสนอแล้ว การเขียนเช่นนี้คงมีผู้เถียงแบบหัวชนฝา แต่ขอเรียนว่าถ้าแตกฉานทั้งในด้านแนวคิดซึ่งอะดัม สมิธ เสนอไว้และในเศรษฐกิจพอเพียง การถกเถียงจะไม่เกิดขึ้น
สำหรับผู้ที่ปรักปรำระบบตลาดเสรีมานาน เพราะมันเป็นต้นตอของทุนสามานย์ที่โหดร้าย และต้องการทำให้เมืองไทยเป็นแนวสแกนดิเนเวีย ขอเรียนดังนี้ เราต้องใช้ระบบตลาดเสรีเพราะมันสะท้อนธรรมชาติธาตุแท้ของเรา ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่แลกเปลี่ยนสิ่งของกันพร้อมกับต้องการมีอิสระ ทุนสามานย์เกิดขึ้นเพราะการบิดเบือนกฎเกณฑ์ของระบบ โดยเฉพาะการปล่อยให้การผูกขาดและการฉ้อโกงเกิดขึ้น
ส่วนระบบตลาดเสรีแนวที่ประเทศสแกนดิเนเวียใช้นั้นดีแน่ แต่เราต้องตอบโจทย์เรื่องค่าใช้จ่ายให้ได้ มิฉะนั้นสถานการณ์จะเป็นการพยายามถ่ายตามช้าง ขอยกตัวอย่างดังนี้ รัฐบาลไทยเก็บภาษีได้ 15 บาทจากรายได้ของประชาชนคนละ 100 บาท ชาวเดนมาร์กมีรายได้ราว 3 เท่าของชาวไทย หรือ 300 บาท รัฐบาลเดนมาร์กเก็บภาษีได้ 100 บาท
ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่า แม้รัฐบาลไทยจะมีหัวใจทองคำ โอกาสที่จะทำอะไรเช่นเดนมาร์กย่อมไม่มี ฉะนั้น เลิกฝันกันเถิดใช้เวลาศึกษาแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้แตกฉาน ทั้งโดยฝ่ายรัฐบาลและภาคเอกชน แล้วนำไปประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง









