ความสำเร็จในการงานและชีวิตเกิดขึ้นได้ทั้งโดยบังเอิญและโดยความตั้งใจพยายาม คำว่า เก่งด้วยเฮงด้วย
จึงถูกกล่าวถึงเสมอ ในยามที่พบเจอใครที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ความสำเร็จจากความเฮงที่มีโชคอำนวยนั้นอยู่ได้ไม่นาน ความสำเร็จที่ยั่งยืนในเรื่องใดก็ตาม ล้วนแต่มาจากการมุ่งมั่นทุ่มเทกับเรื่องนั้นอย่างจริงจัง แต่ต้องเป็นความมุ่งมั่นพยายามอย่างมีหลักการ โดยให้ยกเรื่องบุญวาสนาออกไปก่อน ให้คิดกันแต่เฉพาะเรื่องการทุ่มเทพยายามสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน หลักการคือค่อยๆ ยกระดับวุฒิภาวะของการงานของเราให้สูงขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนโดยไม่เร่งรีบใจร้อน
เริ่มจากทบทวนกันให้ชัดๆ ว่า การทำงานที่ทำอยู่นั้นมีขั้นตอนเป็นอย่างไร ทบทวนให้ละเอียดรอบครอบจริงๆ อย่าทบทวนแค่ว่าทำตามที่เคยทำ ขั้นตอนคือทำตามเท่าที่จำได้ ทบทวนดูว่าขั้นตอนที่ทำอยู่ในวันนี้นั้นหนึ่งสองสามทำอะไร ถ้าบอกขั้นตอนทำงานแล้วดูสับสนไปหมด ใครก็ทำไม่ได้ยกเว้นตัวเรา แสดงว่าเรายังเข้าใจการงานของเราดีไม่พอ หลายคนทำงานตามความคุ้นเคยไม่มีขั้นมีตอนที่ชัดเจน วันไหนดีงานก็ดี วันไหนแย่งานก็แย่ ดังนั้นก้าวแรกของการก้าวหน้าอย่างยั่งยืนคือรู้ตัวเองว่าเรากำลังทำอะไร ด้วยขั้นตอนใดบ้าง ทำซ้ำได้โดยผลงานไม่แตกต่างไปจากเดิมมากมายนัก การที่เราสามารถกำหนดขั้นตอนการงานของเราได้ชัดเจน สามารถกระทำซ้ำได้โดยให้ผลงานไม่แตกต่างไปจากเดิม ถือว่าเป็นระดับแรกของวุฒิภาวะของการทำงาน ถ้าเป็นโรงเรียนก็เหมือนกับว่ากำลังเรียนชั้นประถมแล้ว
การงานส่วนใหญ่ต้องเกี่ยวข้องกับคนอื่น ถ้าเราสามารถมองได้ชัดๆ ว่างานเรารับช่วงอะไรมาจากใคร และส่งต่ออะไรไปให้ใคร เราจะเห็นงานของเราว่าอยู่ส่วนไหนของการงานทั้งหมด เราพอจะรู้ว่าผลกระทบที่จะมาถึงเราจะเริ่มมาจากที่ไหน งานเราจะลำบากขึ้นหรือง่ายขึ้นเมื่อใด ถ้ารู้ตัวล่วงหน้าก่อนย่อมดีกว่ารู้ตัวตอนที่งานยากมาถึงใกล้ตัวแล้ว มองเห็นคลื่นลูกใหญ่ก่อนมาถึงเรือ ย่อมตั้งตัวได้ดีกว่ารู้ตัวเมื่อคลื่นใหญ่มาถึงตัวแล้ว ทำงานอะไรขอให้มองให้ชัดๆ ว่างานที่ทำเป็นส่วนใดของงานใหญ่ เห็นการงานของเราได้ไกลขึ้นหมายถึงวุฒิภาวะของการงานของเราก้าวสูงขึ้นอีกระดับหนึ่งแล้ว เหมือนจบประถมกำลังเรียนมัธยม วุฒิภาวะในระดับนี้ทำให้เราทำงานด้วยความสบายใจมากขึ้น เพราะงานยากมาถึงหลังจากที่เรารู้ตัวล่วงหน้าแล้ว
วุฒิภาวะในการทำงานในระดับต่อไป คือเรารู้ว่าเราควรจะปรับปรุงอะไรในการทำงานของเรา โดยเราต้องบอกได้ว่าเราวัดความสำเร็จและประสิทธิผลของงานได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เราแค่ทำได้ หรือ Can Do ตอนนี้เราก้าวไปสู่การทำได้ดีกว่า Do Better ซึ่งจะก้าวมาถึงระดับนี้ได้ไม่ใช่แค่มีฝีมือในหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ยังต้องมีความกระตือรือร้นที่จะเห็นงานสำเร็จด้วยดีมากกว่าที่เคยเป็นมา ดังนั้นจึงพบกันเสมอว่าหลายงานมาไม่ถึงระดับนี้ ซึ่งเหมือนกับเข้าเรียนปริญญากันแล้ว ไม่รักไม่ชอบการงานนั้นจริงๆ มาไม่ถึงระดับนี้ ถ้าเป็นผู้บริหารแล้วอยากให้ลูกน้องทำงานในระดับวุฒิภาวะนี้ ผู้บริหารต้องดูแลหลายอย่าง ตั้งแต่ค่าตอบแทน สวัสดิการ สภาพแวดล้อมในการทำงาน การให้เกียรติยกย่องและยอมรับฟังความคิดความเห็น และอีกนานาประการที่จะทำให้เกิดความมุ่งมั่นผูกพันในความสำเร็จของการงาน ถ้าเป็นพนักงานธรรมดา ไม่ใช่ผู้บริหารจะมาถึงระดับนี้ได้ การงานนั้นต้องเป็นการงานที่ถูกอกถูกใจจริงๆ เป็นการงานที่ท้าทายจริงๆ
วุฒิภาวะในการงานในระดับสูงขึ้นไปอีกนั้นไม่ได้หยุดแค่การปรับปรุงงานของตนเองให้ทำได้ได้ผลดียิ่งขึ้น แต่ยังก้าวสูงขึ้นจาก Do Better มาเป็น Collaboration คือดีขึ้นทั้งงานเราและงานที่ต่อเนื่อง เราไม่ได้คิดแค่จะปรับงานเราให้ดีขึ้น แต่เรายังมองไปทั้งต้นทาง ปลายทางว่าจะช่วยปรับปรุงให้ดีขึ้นทั้งวงได้อย่างไร
วุฒิภาวะของการงานในระดับนี้คงทนต่อความท้าทายต่างๆ ที่จะมากระทบได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนในห่วงโซ่การทำงานช่วยกันดูแลปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งระดับนี้ไม่มีใครสนใจว่า ใครแพ้ใครชนะ สนใจแต่ว่า เราจะชนะด้วยกันได้อย่างไร






