แตกตื่นกับอิตาลี--เกินกว่าเหตุ

แตกตื่นกับอิตาลี--เกินกว่าเหตุ

หลังจากการลงประชามติในอังกฤษเกี่ยวกับการคงอยู่หรือออกจากประชาคมยุโรป (อียู) หรือ Brexit ผ่านพ้นไป

ราคาหุ้นธนาคารต่างๆ ในยุโรปตกลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะธนาคาร Monte dei Paschi ของอิตาลีลดลงถึงประมาณหนึ่งในสาม ข้ออ้างในวงการตลาดหุ้นก็คือ ธนาคารที่มีปัญหาอยู่แล้วอาจเลวร้ายลงไปอีกและกระทบต่อเสถียรภาพของอิตาลีหรือแม้แต่อียู

ตารางที่ 1 แสดงสัดส่วนของเงินให้กู้ยืมที่ไม่เกิดรายได้ต่อเงินให้กู้ยืมทั้งหมดของประเทศสำคัญๆ ในยุโรป ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินของสหรัฐอเมริกาจนถึงปี 2015 เป็นความจริงที่อิตาลีมีสัดส่วนเงินให้กู้ยืมที่ไม่เกิดรายได้สูงขึ้นมาตลอดในช่วงเวลาข้างต้น และมีสัดส่วนที่สูงแม้แต่เทียบกับประเทศยุโรปที่ประสบวิกฤติการเงินอย่าง ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ยกเว้นแต่เพียงกรีซ เท่านั้น

ตารางที่ 2 แสดงสัดส่วนของสินเชื่อรวมที่ให้แก่ภาคเอกชน (หมายถึงภาคธุรกิจกับครัวเรือน) เทียบกับ GDP ประเทศที่สถาบันการเงินไม่มีปัญหาจะมีสัดส่วนสินเชื่อต่อ GDP สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ประเทศที่มีสัดส่วนนี้ลดลงคือ ประเทศที่เศรษฐกิจถดถอยลง หรือไม่ สถาบันการเงินประสบปัญหาเงินให้กู้ยืมที่ไม่เกิดรายได้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดในประเทศยุโรปที่ประสบวิกฤตการเงิน

แม้ว่าสัดส่วนสินเชื่อต่อ GDP ของอิตาลีจะลดลงในปี 2014 แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ชี้ว่าอิตาลีจะประสบปัญหาเช่นเดียวกับประเทศที่ประสบวิกฤติอื่นๆ เนื่องจากประเทศเยอรมนีก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน

ตามปกติแล้ว สถาบันการเงินจะต้องรับเงินฝากเพื่อนำมาปล่อยเป็นสินเชื่อ และสามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการเพิ่มของเงินฝากได้ด้วยกลไกทวีคูณของอุปทานเงิน แต่ก็ถูกจำกัดเพดานด้วยข้อกำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งก็คือเงินให้กู้ยืมนั่นเอง ดังนั้นเมื่อใดที่ปริมาณเงินฝากเพิ่มขึ้นไม่ได้ด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ หรือระดมเงินฝากไม่ได้ด้วยวิกฤติศรัทธาของผู้บริโภค หรือเงินกองทุนลดลงด้วยผลขาดทุนจากการตัดหนี้เสีย ปริมาณสินเชื่อก็ไม่อาจเพิ่มขึ้นได้เมื่อเทียบกับ GDP หรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำไป

การประเมินสถานะสถาบันการเงินของอิตาลีโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในปี 2013 ระบุว่า ระบบสถาบันการเงินของอิตาลีสามารถระดมเงินฝากภายในประเทศ และเพิ่มเงินกองทุนได้ โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือจากรัฐบาลภายหลังวิกฤตการณ์การเงินสหรัฐอเมริกา แต่ก็ได้รับผลกระทบจากการไหลออกของเงินฝากในภายหลัง จนต้องรับความช่วยเหลือสภาพคล่องจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มากขึ้นตั้งแต่ปี 2012 จนระดับเกือบ 3 แสนล้านยูโร เพื่อทดแทนเงินฝากที่หายไป เงินช่วยเหลือสภาพคล่องนี้มีขนาดถึงประมาณของ 1 ใน 3 ของเงินช่วยเหลือสภาพคล่องของธนาคารกลางยุโรปทั้งหมด

ระบบสถาบันการเงินที่สูญเสียเงินฝาก และ/หรือ เงินกองทุน จะมีความสามารถในการให้สินเชื่อลดลงอย่างรวดเร็ว ดังตัวอย่างของไอร์แลนด์ โปรตุเกส และสเปน ที่แสดงในตารางที่ อิตาลีไม่ได้เป็นถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอิตาลีไม่มีปัญหา

อิตาลีไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากธนาคารกลางยุโรป เว็บไซต์ “Zero Hedge” โดย Tyler Durden วิจารณ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า “Brexit ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าวิกฤตการณ์ที่ยุโรปบันดาลขึ้นมาเองเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ การเพิ่ม QE หนึ่ง และการอำนวยให้ไถ่ถอนสถาบันการเงินของอิตาลีที่ล้มละลายอีกหนึ่ง Brexit เป็นเพียงแพะรับบาปที่นายกรัฐมนตรี Renzi ใช้หลบหลีกข้อห้ามของยูโรโซนเท่านั้น ถ้าเรื่องนี้ล้มเหลว สิ่งที่ Renzi จะต้องทำก็คือ การประกาศประชามติของอิตาลีเองบ้าง แล้วก็คอยดูว่า Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จะยอมทำทุกอย่างที่อิตาลีต้องการ เพื่อหลีกเลี่ยงความอัปยศอดสูของ Italeave หรือไม่”

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ที่แตกตื่นกับอิตาลียังจะหลงเชื่อผิดๆ อีกหรือ?

------------------

ความแตกตื่นกับธนาคารจีนก็ไม่แตกต่างจากอิตาลี

ในช่วงเดียวกับที่แตกตื่่นกับอิตาลี กลุ่มคนเดียวกันยังแตกตื่นกับสถาบันการเงินของจีน ที่ว่ามีหนี้เสียปริมาณมากเช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 สำหรับจีนแล้วพบว่า สัดส่วนเงินให้กู้ยืมไม่เกิดรายได้ของจีนยังต่ำมาก และต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก จริงอยู่ที่สัดส่วนสินเชื่อต่อ GDP อาจจะเพิ่มเร็วเกินไป แต่ก็สามารถตรวจสอบยืนยันได้จากงบการเงินของธนาคารต่างๆ ของจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก

ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีสัดส่วนหนี้เสียต่ำ และตัวเลขทางการเงินต่างๆ ยังอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ ข้อสังเกตมีเพียงประการเดียวคือ Construction Bank of China มีความเคลื่อนไหวของเงินกู้ยืมระหว่างสถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ของการให้ความสนับสนุนสถาบันการเงินอื่นๆ ที่มีปัญหาได้ แต่ถึงแม้อาจมีปัญหา อาการเช่นนี้ ก็ยังคงไม่วิวัฒนาการเป็นเรื่องใหญ่โตในระยะเวลาอันใกล้นี้

แต่ขอให้เชื่อสักอย่างว่า สหรัฐอเมริกาคงจ้องและพร้อมที่จะตะครุบธนาคารต่างๆ ของจีนที่จดทะเบียนในนิวยอร์กแน่นอน ถ้าหากว่า ธนาคารเหล่านี้มีปัญหาจริงๆ เขาคงไม่ปล่อยไว้แน่ๆ

เพียงเท่านี้ก็น่าจะบอกได้ว่า ความแตกตื่นกับธนาคารจีนก็ไม่แตกต่างจากความแตกตื่นกับอิตาลีแต่อย่างใด