P/E 23 เท่าลงทุนอย่างไรกันดีล่ะ?

P/E 23 เท่าลงทุนอย่างไรกันดีล่ะ?

P/E 23 เท่าลงทุนอย่างไรกันดีล่ะ?

ตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันนี้ P/E Ratio หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หารด้วยกำไรของตลาดหรือจะเอา SET Index หารด้วยกำไรต่อหุ้นของตลาด จะอยู่ที่ 23 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก ทั้งนี้ ในอดีตตลาดเคยมี P/E ที่สูงเกิน 20 เท่ามาแล้ว จากฐานข้อมูลที่เรามี คือ 4 ช่วงเวลา โดยแต่ละครั้ง เกิดจากความผิดปกติของกำไรของตลาดที่ลดลงมากผิดปกติ จึงทำค่า P/E นั้นมีค่าที่ผิดปกติไปด้วย

ว่ากันตามเทคนิคในเรื่องของตัวเลข P/E การที่ P/E สูงผิดปกติ เกิดจากการนำเอากำไร 4 ไตรมาสย้อนหลังมาเปรียบเทียบกับ SET Index ซึ่งขึ้นหรือลงจากการคาดหวังสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ในช่วงที่เศรษฐกิจหรือตลาดกำลังฟื้นตัว เราจะเห็นค่า P/E ที่สูงผิดปกติได้ อย่างเช่น ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 มีเหตุการณ์ที่มีความผิดปกติต่อกำไรของตลาดหุ้น คือ การร่วงลงของราคาน้ำมันดิบ และ NPLs ของระบบธนาคารที่พุ่งขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้กำไรของตลาดช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 ลดลงมากถึง 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ค่า P/E นั้นสูงผิดปกติแบบชั่วคราว เมื่อถึงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เราก็จะเห็นค่า P/E กลับเข้าสู่สภาะปกติ คือประมาณ 17 เท่า (เมื่อใช้ SET Index ที่ 1,510 จุด)

เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าคิดถึง Forward P/E คือ P/E ที่มองไปข้างหน้า 1 ไตรมาสที่ระดับ 17 เท่า ก็ถือว่าไม่สูงมากนัก นั่นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอะไรมากนัก จนถึงขนาดต้องขายหุ้นทิ้งในวันนี้ เพราะ P/E สูง

และเมื่อพูดถึงการดูแลพอร์ตการลงทุนในเวลานี้หรือการเข้าลงทุน ก็มีหลักในการดูแบบกว้างๆ คือ

1.อย่าถือหุ้นที่มีค่า P/E ที่สูงมาก เช่น เกิน 40 เท่า และมีค่า PEG หรือกำไรต่ออัตราการเติบโตเฉลี่ยของบริษัทที่สูงเกิน 1 เท่า ไว้ในพอร์ตมากนัก เพราะหุ้นเหล่านี้ จะถูกมองว่าแพงเมื่อตลาดมีการปรับฐานหรือเมื่อ P/E ตลาด ในไตรมาสถัดไปลดระดับลงมาอยู่ที่ประมาณ 17 เท่า เพราะนั่นจะยิ่งส่งผลให้หุ้นเหล่านี้ดูแพงมากกว่าในปัจจุบันเสียอีก นี่เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่จะทำให้หุ้นที่ P/E สูงและมีค่า PEG มากกว่า 1 เท่า นั้นจะถูกขายออกมา

2.การเลือกหุ้น จากการรวบรวมข้อมูลของเรา หุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากในช่วงปี 2559 ส่วนใหญ่จะมี 2 แบบที่คล้ายๆกัน คือ ถ้ากำไรไม่ฟื้นตัวจากที่เคยแย่ในช่วงก่อนหน้านี้ ก็เป็นหุ้นที่มีการคาดการณ์ว่าการเติบโตของกำไรจะสูงมาก ทำให้ราคาหุ้นเหล่านี้ จะซื้อขายที่ P/E สูงมากๆ อาทิเช่น กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มค้าปลีก ที่เป็น Domestic Play ดังนั้นถ้าเราจะเข้าซื้อหุ้น ก็ควรมองหาหุ้นที่มี 2 ลักษณะดังกล่าว คือ กำไรฟื้นตัวและมีการเติบโตสูงที่ราคาหุ้นยังขึ้นมาไม่มาก ถ้ามองเป็นกลุ่มจะเป็นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ หรือจะเป็นหุ้นในแต่ละอุตสาหกรรมที่ต้องเข้าไปเจาะดูข้อมูลเป็นรายตัว

3.จังหวะในการเข้าซื้อ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่จะกังวลในเรื่อง P/E ที่สูง ในเชิงจิตวิทยาโอกาสที่จะมีการขายทำกำไรหรือปรับฐานของตลาด จะมีค่อนข้างสูงไม่ว่าเราจะเลือกหุ้นตัวใดไว้ก็ตาม เราควรรอจังหวะในการเข้าซื้อหรือเกี่ยงราคาซื้อนั่นเอง เพราะจะทำให้เรามีต้นทุนของหุ้นตัวนั้นๆ ในราคาที่ต่ำลง เพียงแต่อย่ากลัวจนเกินไปเมื่อจังหวะเวลานั้นมาถึง โดยทาง บล.KTBST นั้นมองว่า หากมีการปรับฐานของตลาดขึ้นมาจริงๆ (ไม่รวมตัวแปรในอนาคตที่เกินการคาดหมาย) SET Index ไม่ควรลงไปต่ำกว่าระดับ 1,484 จุด (P/E ประมาณ 17.0 เท่า) นักลงทุนจะใช้จุดนี้ เป็นแนวรับสำคัญในการเข้าซื้อ ซึ่งเราหวังไว้ว่าจะไปไม่ถึงจุดนั้น

ทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์หรือแนวทางที่ บล. KTBST แนะนำให้นักลงทุนท่านเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีความสุขกับการลงทุนครับ….