ทำธุรกิจกับยุโรป ทำไมต้องแคร์สังคมและความยั่งยืน

ทำธุรกิจกับยุโรป ทำไมต้องแคร์สังคมและความยั่งยืน

ไม่มีธุรกิจไหนที่จะสามารถปฏิเสธการดำเนินธุรกิจอย่าง “ยั่งยืน” และ “มีจรรยาบรรณ” ไปได้

ในโลกแห่งยุคโลกาภิวัตน์ประเด็นด้านสังคมและความอย่างยั่งยืนถูกนำมาผูกโยงกับดำเนินธุรกิจและการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการทำธุรกิจกับยุโรป

จริงๆ กระแสด้านสังคมและความยั่งยืนเกิดมาจากความสนใจของผู้บริโภคยุโรป เกี่ยวกับ “เรื่องราว เบื้องหลัง” ว่าสินค้าและบริการที่เลือกใช้อุปโภคและบริโภคนั้นมีแหล่งที่มาจากไหนอย่างไร ใช้วัตถุดิบอะไร ขั้นตอนในการผลิตรักษาสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มีการกดขี่แรงงานหรือใช้แรงงานเด็กหรือไม่ และมีส่วนร่วมในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนมากน้อยเพียงไร

ตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ ในสื่อต่างประเทศและการนำเสนอเรื่องราวโดยกลุ่มประชาสังคมที่คอยจับตาความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณของภาคธุรกิจอยู่เนืองๆ อาทิ กุ้งที่เรารับประทานทานใครเป็นคนแกะ มีการใช้แรงงานเด็กหรือแรงงานบังคับหรือไม่ ปลาที่เราซื้อนั้นจับมาจากไหน ทำลายสิ่งแวดล้อมและมาจากการทำประมงเถื่อนหรือไม่ ผลไม้ที่เรารับประทานปลูกแบบไหนรักษาสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ต้องยอมรับว่าในยุโรปมีผู้บริโภคสนใจและตั้งคำถามเหล่านี้เพิ่มขึ้นจริงๆ

เมื่อผู้บริโภคยุโรปสนใจกับประเด็นด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จึงเป็นแรงกดดันให้ภาคธุรกิจยุโรปต้องดำเนินการด้านสังคมและความยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ไม่ใช่เพียงสินค้าและบริการที่ผลิตในยุโรปเอง แต่ยังรวมไปถึงเครือข่ายธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตสินค้า ตั้งแต่การเพาะปลูก การผลิต แปรรูป ในประเทศที่สามรวมทั้งไทยที่ส่งออกไปขายไปตลาดยุโรปก็ต้องปรับตัวเพื่อดำเนินการตามมาตรฐานด้านสังคมและความยั่งยืนมากขึ้นไปด้วย ซึ่งรวมถึงเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพแรงงาน จรรยาบรรณ และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจ

แต่มาตรฐานด้านสังคมและความยั่งยืนจะเป็นเครื่องมือ เพื่อเปิดตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่ม

ปัจจุบัน มีมาตรฐานด้านสังคงและความยั่งยืน (Social and Sustainability Standards) เกิดขึ้นมากมายเป็นหลายร้อยตรามาตรฐาน ทั้งในระดับสากล ในยุโรปเองก็มีอยู่กว่า 200 ตรามาตรฐาน มาตรฐานที่กำหนดโดยภาคเอกชน (Private Standards) เหล่านี้โดยทั่วไปเป็นมาตรฐานที่สูงกว่า และปฏิบัติตามได้ยากกว่ามาตรฐานและข้อกำหนดระดับพื้นฐานที่กำหนดโดยภาครัฐข้างต้น (ทั้งภาครัฐในระดับสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก) จนบางครั้ง มาตรฐานด้านสังคมและความยั่งยืนเหล่านี้ ถูกมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างข้อกีดกันทางการค้า

อยากให้มองว่า มาตรฐานภาคเอกชนเหล่านี้เป็นมาตรฐานแบบสมัครใจ กล่าวคือไม่ได้บังคับใช้เป็นกฎหมาย/กฎระเบียบหรือข้อบังคับของสหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และการปฏิบัติตามมาตรฐานและการติดฉลากภาคเอกชนเหล่านี้ ถือเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรและอาหารจากไทยในตลาดสหภาพยุโรป

แต่หากไม่ปฏิบัติตามหรือทำไม่ได้ก็อาจกลายเป็นเครื่องกีดกันทางการค้าไปได้ กล่าวคืออาจหมดโอกาสในการเข้าไปตลาดยุโรปไปได้ เพราะผู้ซื้อยุโรปอาจไม่เลือกซื้อ หากสินค้าทำไม่ได้มาตรฐานดังกล่าว แม้จะทำได้ตามกฎระเบียบขั้นต่ำของสหภาพยุโรปแล้วก็ตาม ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการรักษาตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังตลาดสหภาพยุโรปไว้ จึงไม่ควรละเลยประเด็นด้านสังคมและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจดังกล่าว

ในกระแสที่ผู้บริโภคยุโรปใส่ใจมาก เกี่ยวกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการ ที่จะเลือกใช้ เพียงแค่สินค้าที่ได้คุณภาพและมาตรฐานด้านปลอดภัยตามข้อกำหนดของยุโรป และมีราคาเหมาะสมนั้นยังอาจไม่เพียงพอที่จะ มัดใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าของตนได้แต่ต้องแคร์เรื่องสังคมและความยั่งยืนไปพร้อมๆ กันด้วย

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำสหภาพยุโรปของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังจัดทำการศึกษาเรื่องมาตรฐานด้านสังคมและความยั่งยืน เพื่อที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปสหภาพยุโรป สนใจติดต่อขอรับผลการศึกษาได้ที่ [email protected]

มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยต้องมาก่อน

สหภาพยุโรปเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก แต่ขณะเดียวกันก็มีนโยบายและมาตรการควบคุมด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของอาหารที่เข้มงวด และมีกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารที่สลับซับซ้อน รวมทั้งนโยบายและกฎระเบียบที่กำหนดโดยสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศสมาชิกจะต้องนำไปปรับใช้เป็นกฎหมายระดับชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกจะต้องนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติ

นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองสุขอนามัยและความปลอดภัยของประชากร และผู้บริโภคยุโรป รวมทั้งสัตว์พืชและสภาวะสิ่งแวดล้อมในยุโรป และมักอ้างอิงตามมาตรฐานสากลหลัก ได้แก่ Codex Alimentarius ซึ่งมาจากภาษาละติน หมายถึง “Food Code” ด้วย

ภายใต้การกำหับดูแลของ Codex Alimentarius Commission เป็นชื่อใช้เรียกคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2505 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (FAO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานอาหาร

นอกจากมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้กับสินค้าเกษตรและอาหารที่ผลิตในยุโรปแล้วยังครอบคลุมถึงและบังคับใช้กับสินค้าเกษตรและอาหารที่สหภาพยุโรปนำเข้าจากประเทศที่สาม เพื่อมาจำหน่ายและบริโภคในตลาดสหภาพยุโรปด้วย

ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร ได้แก่ผู้ผลิต ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก (ซึ่งมีความรับผิดชอบร่วมกับผู้นำเข้า) ของสินค้าเกษตรและอาหารจากประเทศที่สามรวมทั้งประเทศไทยที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาหารให้ได้ ก่อนจะสามารถส่งออกมายังตลาดสหภาพยุโรป

---------------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu

หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd