วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้เลือกตั้ง ปธน.สหรัฐ เป็น Brexit ภาค 2

การเมืองสหรัฐกำลังเข้าโค้งสุดท้าย เหลือเวลาไม่ถึงร้อยวันก็จะถึงวันลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่

ในวันที่ 8 พฤศจิกายน คราวนี้คู่ชิง คือ ฮิลลารี คลินตัน ผู้แทนพรรคเดโมแครต และโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรครีพับลิกัน ใครที่ตามการเมืองสหรัฐคงเข้าใจดีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีเดิมพันสูง เพราะอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองสหรัฐที่จะมีผลอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก จากที่ผู้สมัครทั้งสองมีจุดต่างชัดเจนในประเด็นหาเสียง

โดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงเรียกคะแนนนิยม บนสิ่งที่เขามองว่าเป็นความล้มเหลวของสหรัฐ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และความยิ่งใหญ่ในเวทีโลก และต้องการทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งโดยนโยบายที่เน้นอเมริกันนิยม การรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนและผลประโยชน์ของสหรัฐในต่างประเทศ ต่อต้านการไหลเข้าของผู้อพยพ และปฏิเสธระบบการค้าเสรีและลัทธิโลกนิยม (globalism) ขณะที่ฮิลลารี คลินตัน มองว่าอเมริกาดีและเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่ก็ยอมรับว่าปัญหาในอเมริกามีมาก การแก้ไขต้องทำต่อไป ยังทำไม่จบ และคนอเมริกันต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อให้อเมริกาเข้มแข็งมากขึ้นไปอีก ฟังดูแล้วไม่มีอะไรใหม่ เหมือนเป็นโอบามาสมัยที่ 3 หรือ โอบามา 3.0

ความแตกต่างนี้ ทำให้การเลือกตั้งคราวนี้อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายที่สำคัญของสหรัฐ และจะเป็นการเลือกตั้งที่คนอเมริกันต้องเลือกอย่างน้อยในสามเรื่องที่คนอเมริกันเองอาจยังไม่พร้อมที่จะตัดสินใจ

เรื่องแรก คือ นโยบายเศรษฐกิจที่แนวคิดด้านเศรษฐกิจของผู้สมัครทั้งสองแตกต่างกันสิ้นเชิง ซึ่งนิตยสารอิโคโนมิสต์เล่มล่าสุดเปรียบเทียบว่า เป็นทางเลือกระหว่างระบบเศรษฐกิจเปิดและระบบเศรษฐกิจปิด โดยนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ คือ ระบบเศรษฐกิจปิด ที่ปฏิเสธระบบโลกาภิวัตน์และระบบการค้าเสรี พร้อมลดบทบาทของสหรัฐในระบบการค้าเสรีลง เพื่อปกป้องเศรษฐกิจสหรัฐ ปกป้องการมีงานทำของคนสหรัฐ ต่อต้านผู้อพยพที่จะมาหางานทำในสหรัฐ โดยโยงไปถึงความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายและความปลอดภัย

ขณะที่นางคลินตันยอมรับว่า ทั้งระบบประชาธิปไตยของสหรัฐและระบบการค้าเสรีมีจุดอ่อน ไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น และได้สร้างความเหลื่อมล้ำให้มีมากขึ้น แต่ก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ต่อไป และสหรัฐไม่สามารถปฏิเสธความเป็นสากลของระบบการค้าและการเงินที่เป็นกระแสหลักของเศรษฐกิจโลกได้ คือ สนับสนุนระบบเศรษฐกิจเปิด

สอง การเลือกตั้งคราวนี้ คือ การเลือกระหว่างนโยบายเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ (past failures) คือ นโยบายเศรษฐกิจของพรรคเดโมแครตช่วงแปดปีที่ผ่านมา ที่ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาขยายตัวอย่างเข้มแข็งได้ ตรงข้ามกับแนวคิดใหม่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สวนกระแสนโยบายที่กำลังทำอยู่ โดยต้องการใช้พลังหรืออำนาจการเมืองเข้าแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร เหมือนให้คนเลือกอนาคต เลือกทางเลือกใหม่ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไร หรือจะได้อะไร (Unknown future)

สาม เป็นการเลือกระหว่างผู้สมัครประธานาธิบดีที่คนอเมริกันยังไม่พร้อมที่จะให้เป็นประธานาธิบดีทั้งสองคน โดยคนหนึ่งเป็นคนที่ประชาชนยังไม่มั่นใจเรื่องความตรงไปตรงมาและยังไม่กล้าที่จะให้ความไว้วางใจ กับอีกคนที่ไม่มีประสบการณ์การเมือง ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเป็นผู้นำประเทศที่ดีได้หรือไม่ ทำให้การเลือกตั้งคราวนี้ไม่ใช่การลงคะแนนเพื่อเลือกคนที่ชอบเป็นประธานาธิบดี แต่จะเป็นการลงคะแนนเพื่อกันคนที่ไม่ชอบไม่ให้เป็นประธานาธิบดี

พิจารณาจากผลสำรวจความนิยมล่าสุดที่นางคลินตันมีคะแนนนำ คือ มีเสียงร้อยละ 52 เทียบกับนายทรัมป์ที่ตามอยู่ที่คะแนนร้อยละ 43 ในรายละเอียดร้อยละ 58 ของคะแนนที่ลงให้นางคลินตันก็เพื่อสนับสนุนให้เธอเป็นประธานาธิบดี แต่ร้อยละ 41 ที่ลงคะแนนให้นางคลินตัน ก็เพราะไม่อยากให้นายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี เช่นเดียวกัน ร้อยละ 47 ที่ลงคะแนนให้นายทรัมป์ก็เพราะต้องการสนับสนุนให้นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ขณะที่ร้อยละ 50 ลงคะแนนให้นายทรัมป์เพราะไม่ต้องการให้นางคลินตันเป็นประธานาธิบดี

แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ ประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในกระแสการเลือกตั้งในสหรัฐคราวนี้ ไม่วาจะเป็นเรื่องปัญหาผู้อพยพ ความแตกต่างทางความคิดด้านนโยบาย การปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และความพร้อมที่จะแสวงหาทางเลือกใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่ชัดเจน เหล่านี้ล้วนสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และอารมณ์ของสังคมต่อสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศขณะนี้ นำมาสู่การปฏิเสธแนวความคิด นโยบาย และระเบียบที่มีอยู่ ที่ใช้กำกับความเป็นอยู่ของสังคม เช่น กรณี Brexit หรือการลงประชามติของคนอังกฤษให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป

ดังนั้น ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคราวนี้ จึงประมาทไม่ได้ที่เหตุการณ์แบบ Brexit อาจเกิดขึ้น ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความสำคัญมากในสามเรื่อง

หนึ่ง อย่าประมาทความสำคัญของประเด็นการทำงานของคนต่างชาติในสหรัฐ ซึ่งอาจเป็นประเด็นชี้ขาดหรือเป็นจุดหักเหของการเลือกตั้งได้ และเท่าที่ฟังสุนทรพจน์ของนางคลินตันในวันรับตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมแครตที่จะลงเลือกตั้งที่พูดว่า เราจะไม่สร้างกำแพง แต่จะหาช่องทางให้ผู้อพยพที่ทำงานและช่วยเศรษฐกิจสหรัฐให้เป็นชาวอเมริกัน (path to citizenship) ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นการพูดให้คนในพรรคและนายทุนพรรคชอบใจ มากกว่าที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนอเมริกาที่ห่วงปัญหานี้

สอง อย่าให้การเลือกตั้งคราวนี้เป็นเวทีลงคะแนนเสียงต่อต้านหรือปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ คือ เป็น protest vote เพราะจะทำให้ทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้

สาม ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องพยายามลดช่องว่างในการมองปัญหาของประเทศระหว่างชนชั้นนำ และผู้ใช้แรงงาน เพราะถ้าช่องว่างนี้มีมากแล้วไม่ตระหนัก ก็จะนำมาสู่การประเมินความรู้สึกของสังคมที่ผิด และนำไปสู่สถานการณ์ที่ผิดพลาด

ทั้งสามข้อนี้ อาจทำให้การเลือกตั้งวันที่ 8 พฤศจิกายน เป็น Brexit ภาค 2 ได้