Go for smooth but not exciting return!
ตอนที่แล้ว เราแสดงให้เห็นว่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ต่างกัน ผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ย่อมแตกต่างกัน และเป็นที่มาของแนวคิดการสร้างเกราะป้องกันภาวะขาดทุนหนัก ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน หรือกระจายความเสี่ยง ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ทิ้งความต้องการของนักลงทุนในเรื่องผลตอบแทน เพียงแต่ผลตอบแทนที่เราหมายถึงคือ ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ...แต่ไม่หวือหวา “ Going for smooth but not exciting return!”
หากเริ่มลงทุนด้วยเงิน 10 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี 2547 ด้วย 3 ทางเลือก คือ 1) ฝากไว้กับธนาคารทั้งหมด 2) ซื้อหุ้นทั่วโลกเต็มจำนวน หรือ 3) กระจายเงินไปหลายๆ สินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ 50% หุ้น 40% และโภคภัณฑ์ 10%
มาดูผลถึง 31 กรกฎาคม 2559 กัน เป็นที่แน่นอนว่า การลงทุนในหุ้นทั่วโลกทำให้เงินเติบโตมากที่สุด สอดคล้องกับหลักการ “High risk, High return” คือ จาก 10 ล้านบาท เป็น 22.8 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 6.8% แต่ลองขยับมาดูข้อมูล 3 ปีที่ขาดทุนสูงสุด น่าจะมีคำถามว่า จะมีนักลงทุนสักกี่คนที่กล้าเอาเงินทุกบาทไปซื้อหุ้นทั้งหมด และอดทนถือให้ตลอดรอดฝั่ง ในตัวอย่างนี้คือลงทุนนาน 12 ปี 7 เดือน
คำถามแรก นักลงทุนกล้าใส่เงินในหุ้นเท่าไหร่ นิดนึง หรือส่วนใหญ่ของเงิน หากชื่นชมตัวเลขกำไรที่เห็น แต่ในความเป็นจริง ซื้อหุ้นในสัดส่วนน้อย ผลตอบแทนรวมที่ได้จริงก็ย่อมไม่สูงตามที่เห็น เพราะจะโดนถัวให้ต่ำลงด้วยดอกเบี้ยจากส่วนของเงินฝากที่แช่ไว้จำนวนมากนั่นเอง (ผลตอบแทนจากเงินฝากเฉลี่ยต่อปี 2%)
คำถามที่สอง หากกล้าใส่เงินจำนวนมากในหุ้น ช่วงที่ราคาหุ้นตกแรงๆ นักลงทุนจะตกใจจนขายออก หรือถือต่อ แต่นอนไม่หลับ เพราะไม่กล้าขายขาดทุน นี่เป็นปัญหาสุดคลาสสิกที่เกินขึ้นกับนักลงทุนทุกประเภททั่วโลก ซึ่งก็คือ “ปัญหาทางจิตวิทยาหรืออารมณ์” ในภาวะที่หุ้นเจอแรงเทขายอย่างหนัก ข่าวร้ายมักจะท่วมตลาด จากพอร์ตที่เคยมีกำไรก็อาจกลายเป็นพอร์ตขาดทุนอย่างไม่ทันตั้งตัว สถานการณ์แบบนี้ เป็นบททดสอบสำคัญ แม้จะยังพอมีนักลงทุนหลายคนที่ลงทุนอย่างมีวินัย มีเป้าหมายราคาหุ้นที่จะตัดขาดทุน (cut loss) ในภาวะที่แนวโน้มหุ้นเปลี่ยนเป็นขาลง ตอนซื้อ ทุกคนย่อมคิดว่าราคาหุ้นจะขึ้น แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นดังใจคิด ก็ควรต้องมีวิธีจัดการ...
หลายคนบอกว่า ถ้าดูสถิติย้อนหลัง เมื่อไหร่ราคาหุ้นลงสุดๆ ก็มักจะตีกลับขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้น บางครั้ง ราคาหุ้นที่พลิกกลับขึ้นมาสูงกว่าจุดเดิมอีก เพราะฉะนั้น ฉันทนได้ ในสถานการณ์จริง นักลงทุนที่ว่ากล้าเสี่ยงๆ มักไม่เป็นเช่นที่คิด พอมีความกังวล วิตก หรือกลัวว่าจะขาดทุนไปเรื่อยๆ จนกู่ไม่กลับหลายครั้งที่ตัดสินใจขายหุ้นทิ้ง เพราะตอนนั้นไม่เห็นเป็นกราฟว่าอีกกี่เดือน หรือกี่ปีราคาหุ้นจะดีดกลับขึ้นมา ท้ายสุด พอราคาหุ้นพลิกกลับ รังแต่จะเข้าข่าย “รู้อะไรไม่สู้รู้อย่างนี้ (รู้งี้)” กันไปหลายราย
แต่จะให้ระมัดระวังตัวสุดขั้วแล้วเลือกแต่จะฝากเงินไว้ในธนาคารอย่างเดียว จากเงินต้น 10 ล้านบาท ผ่านไป 12 ปีกว่า เงินจะงอกขึ้นมาเพียง 2.8 ล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อปีที่ 2% ซึ่งก็คงไม่มากพอที่จะต่อสู้กับราคาข้าวของที่แพงขึ้น (อัตราเงินเฟ้อ) ด้วยซ้ำไป
ลองมาให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ดูเผินๆ แล้วออกจะน่าเบื่อ แต่มีโอกาสให้เงินลงทุนอยู่ยาว ไม่อ่อนไหวหรือทำให้ตกใจง่าย อยู่ทนจนบรรลุเป้าหมายดีกว่าไหม หากพิจารณาผลตอบแทนของพอร์ตลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง ในช่วงเวลาเดียวกัน จะพบว่าเงินโตจาก 10 ล้านบาทเป็น 17.9 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 4.7% แม้จะว่าต่ำกว่าพอร์ตที่ลงทุนในหุ้นอย่างเดียว แต่ในช่วงเวลาที่น่าหวั่นไหวทั้ง 3 ปี ที่พอร์ตขาดทุนมากๆ ก็น่าจะสร้างความกังวลใจให้น้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ในปี 2551 ซึ่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก ตลาดหุ้นปรับตัวลงสูงถึง 42% ภายในปีเดียว การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงสามารถช่วยผ่อนหนักเป็นเบาโดยลดผลขาดทุนลงถึงครึ่งหนึ่งได้
สุดท้ายแล้ว นักลงทุนควรหาสมดุลด้วยผลตอบแทนที่ราบเรียบ ค่อยเป็นค่อยไป แม้ไม่ตื่นเต้น แต่ทำให้อดทน สามารถต่อยอดความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น มาเริ่มกระจายเงินลงทุนกันตั้งแต่วันนี้เถอะค่ะ






