สหรัฐ ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก
เพิ่งรายงานตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าการเติบโตดำเนินไปอย่างซบเซา สืบเนื่องจากสินค้าคงคลังลดลงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปี ประกอบกับการลงทุนภาคธุรกิจยิ่งอ่อนแอลงไปอีก อันทำให้แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยหรือส่งเสริมกันได้มากนัก โดยเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 1.2% ช่วงไตรมาส 2 หลังจากเติบโต 0.8% เมื่อไตรมาสแรก และหากการเติบโตอยู่ในระดับไม่สูงนัก คือประมาณ 1% ติดกัน 3 ไตรมาส ก็สะท้อนถึงการสูญเสียแรงส่งและเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจชะงัก แต่คาดว่าสิ่งนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับสหรัฐเพราะครึ่งปีหลังแนวโน้มค่อนข้างดี เนื่องจากคาดว่าจะได้อานิสงส์จากการบริโภคที่แข็งแกร่ง
หากพิจารณากันอย่างจริงจัง ตัวเลขการเติบโตที่ 1.2% นับว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับการคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง 2.6% โดยปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำและการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ สภาพการณ์ดังกล่าวดับความหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีนี้ โดยมีการมองว่ามีโอกาสเพียง 30% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคม แนวโน้มที่เฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้คาดว่าค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย จะแข็งค่าเพราะสภาพคล่องจะไหลเข้ามา ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
ในอีกฟากหนึ่งของโลกอย่างญี่ปุ่น ก็มีความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการทางการคลังมูลค่า 13.5 ล้านล้านเยน ประกอบด้วยวงเงิน 7.5 ล้านล้านเยนสำหรับรัฐบาลกลางและท้องถิ่นนำไปใช้จ่าย และวงเงิน 6 ล้านล้านเยนจากโครงการปล่อยกู้และการลงทุน มาตรการนี้รวมถึงการแจกเงินสดให้แก่ผู้มีรายได้น้อย พร้อมใช้จ่ายผ่านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ตัวเลขรวมของมาตรการสูงถึง 28.1 ล้านล้านเยน แต่รวมถึงการเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับเอกชน และอื่นๆ ที่ไม่ใช่การใช้จ่ายภาครัฐโดยตรง ดังนั้นจึงไม่น่าจะกระตุ้นการเติบโตได้ในทันที
ทางการญี่ปุ่นฝากความหวังไว้เต็มเปี่ยมในครั้งนี้ เพราะมาตรการทางการคลังมีขึ้น พร้อมมาตรการทางการเงินจากธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือบีโอเจ ซึ่งจะเพิ่มการลงทุนที่เสี่ยง ด้วยการลงทุนในกองทุนรวมปีละ 6 ล้านล้านเยน เพิ่มจากเดิมที่ 3.3 ล้านล้านเยน แต่คงวงเงินเข้าซื้อสินทรัพย์โดยรวมไว้ที่ปีละ 80 ล้านล้านเยนเหมือนเดิม และจะประเมินผลกระทบของนโยบายดอกเบี้ยติดลบที่ระดับ 0.1% รวมถึงการเข้าซื้อสินทรัพย์ครั้งใหญ่ในการประชุมเดือนกันยายน อันอาจเป็นการบอกเป็นนัยว่ามีแนวโน้มจะยกเครื่องแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยผู้ว่าการบีโอเจอธิบายว่าการทบทวนผลกระทบ ไม่ได้สืบเนื่องจากหมดเครื่องมือด้านนโยบาย แต่เพื่อหาทางในการผลักดันเงินเฟ้อให้ถึง 2%
สภาพการณ์ของประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และอันดับ 3 ของโลก สะท้อนให้เห็นภาพรวมของโลกที่ไม่ราบรื่น และไม่เข้มแข็ง ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ที่จะต้องรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ล่าสุดคือการแข็งค่าของเงินบาท ในช่วงที่มีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งประเด็นนี้อาจไม่เอื้อต่อเศรษฐกิจ และถือเป็นอีกสิ่งท้าทายที่ต้องเตรียมตัวรับมือ เพิ่มเติมไปจากความพยายามผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง






