การยกระดับคุณภาพการศึกษาเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันอยู่เสมอ ยิ่งตอนนี้เรากำลังก้าวไปสู่ยุค Thailand 4.0
ด้วยแล้ว การพัฒนาคนถือได้ว่าเป็นประเด็นหลักที่ต้องทำให้ได้ ทำให้เร็ว และต้องทำให้ดี โดยเฉพาะการพัฒนาลูกหลานของเราด้วยการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อให้พวกเขามีความพร้อมกับโลกของงานในอนาคต บทความนี้เป็นการสรุปบทเรียนที่ได้จากการอ่านงานวิจัยและทำวิจัยเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งมี 3 บทเรียนดังนี้
บทเรียนที่ 1 คุณภาพซื้อได้ด้วยเงิน แต่คนใช้เงินต้องรู้จักวิธีใช้ที่ถูกต้อง
คำถามอันดับต้นๆ ที่มักจะเกิดขึ้น เมื่อมีการยกประเด็นเรื่องการยกระดับคุณภาพการศึกษาขึ้นมาพูด คือต้องใช้งบประมาณสักเท่าไหร่?
จริงอยู่ เงินมีความสำคัญ แต่การใส่เงินเข้าไปโดยไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อนก็ไม่ต่างอะไรกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ที่ผ่านมานโยบายของเราเน้นการใส่เงินเข้าไปที่โรงเรียน บ้างก็เป็นเงินโอนไป แล้วให้ไปบริหารจัดการกันเอาเอง บ้างก็เอาไปใช้สำหรับการลงทุนเฉพาะเรื่อง เช่น การสร้างอาคารเรียน การลงทุนด้านไอที สุดท้ายแล้วผลก็ออกมาว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นสักเท่าไหร่
โรงเรียนแต่ละแห่งมีความต้องการไม่เหมือนกัน โรงเรียนบางแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตชุมชนที่มีรายได้ไม่มาก เขาต้องการตำราเรียน ต้องการโครงการอาหารกลางวันเพิ่มเติม แต่กลับได้คอมพิวเตอร์ไปแทน เด็กอาจได้ใช้คอมพิวเตอร์บ้างเวลาที่อยู่โรงเรียน แต่ออกจากห้องมา ก็ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน เรียนไปไม่ได้ทบทวนเดี๋ยวก็ลืม แถมถ้าไปเรียนทั้งที่ท้องหิว คงจะเรียนได้ไม่เต็มที่
การระบุความสำคัญของการใช้เงินว่าควรทำอะไรก่อนอะไรหลังจึงเป็นเรื่องใหญ่ ต้องมองให้ขาดว่าอะไรต้องทำก่อน อะไรรอได้ และอะไรไม่ควรทำ
บทเรียนที่ 2 คุณภาพขั้นต่ำคือเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขัน
นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า การแข่งขันอย่างเป็นธรรมระหว่างโรงเรียนจะทำให้คุณภาพของโรงเรียนดีขึ้น ตัวอย่างของการเอาแนวคิดนี้ไปใช้ในการกำหนดนโยบายคือ การแจกคูปองการศึกษา ผู้ปกครองของเด็กจะได้รับคูปอง ซึ่งมีค่าเป็นเงินจำนวนหนึ่ง และมีสิทธิเลือกได้ว่าจะส่งลูกของตัวเองไปเรียนที่ไหน พอถึงเวลาจ่ายเงินก็จ่ายด้วยคูปอง หากมูลค่าของคูปองเท่ากับค่าเทอมของโรงเรียนรัฐ การส่งเด็กไปเรียนที่ไหนก็ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมเหมือนกันหมด ผู้ปกครองก็จะเลือกส่งเด็กไปเรียนที่ที่พวกเขาเห็นว่า มีคุณภาพดีเหมาะสมกับลูกหลานของตัวเองที่สุด
โรงเรียนจะได้รับเงินมากน้อยแค่ไหนจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เท่านั้น รายได้บางส่วนของโรงเรียนจะมาจากคูปอง หากโรงเรียนไหนมีคนมาเข้าเรียนจนเต็ม ก็ได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย โรงเรียนไหนที่ไม่ค่อยมีใครอยากไปเรียนก็ได้เงินน้อย หากต้องการจะอยู่ต่อไปให้ได้ ผู้บริหารของโรงเรียนต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อปรับปรุงคุณภาพของโรงเรียนให้ดีขึ้น
แม้ว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่ดี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว โรงเรียนแต่ละแห่งไม่ได้เท่าเทียมกัน บางโรงเรียนสามารถให้การศึกษาที่มีคุณภาพได้เพราะมีความพร้อมด้านงบประมาณ บุคลากร อุปกรณ์ และสถานที่ ส่วนบางแห่งที่คุณภาพไม่เข้าตาผู้ปกครอง อาจเป็นเพราะขาดความพร้อมในแต่ละด้าน
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเปิดให้มีการแข่งขันก็ต้องมั่นใจว่าโรงเรียนที่จะแข่งกันมีความพร้อมในทุกด้านอย่างเพียงพอที่จะทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จได้ ซึ่งอาจหมายถึงการลงทุนให้โรงเรียนเป้าหมายมีความพร้อมในระดับเดียวกันก่อน เพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน หลังจากนั้นจึงปล่อยให้มีการแข่งกัน ไม่เช่นนั้นโรงเรียนที่เสียเปรียบก็ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้
บทเรียนที่ 3 การทำงานเชิงพื้นที่ทำได้เร็วกว่า
การปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ต้องดิ้นให้หลุดจากกรอบเดิมๆ ที่มองโดยใช้กรอบของรัฐเท่านั้น การศึกษาเกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง นักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ครูอาจารย์ ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงภาคธุรกิจซึ่งจะกลายเป็นนายจ้างในอนาคตของเด็กเหล่านี้ ดังนั้น การกำหนดทิศทางของการศึกษา จึงควรเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน และต้องเป็นการทำงานในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้พื้นที่ได้เข้ามากำหนดทิศทางการศึกษาของลูกหลานตนเอง ซึ่งจะช่วยให้การยกระดับคุณภาพการศึกษาสามารถทำพร้อมๆ กันได้ทั้ง 77 จังหวัด โดยรัฐจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการไปรับบทพี่เลี้ยงคอยประคองให้แต่ละจังหวัดสามารถเดินไปข้างหน้าได้ตามศักยภาพ
สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ขณะนี้เรากำลังมุ่งหน้าสู่ Thailand 4.0 ด้วยการศึกษาแบบ Education 2.0 หากยังคิดยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยกรอบที่ผิดฝาผิดตัวนี้ จะทำให้การเดินหน้าของประเทศไทยไม่ราบรื่นเหมือนใจหวัง









