“MOVE” เมื่อธุรกิจคิดถึง Unmet needs

“MOVE” เมื่อธุรกิจคิดถึง Unmet needs

หากพูดถึงกระแสการปั่นจักรยานในไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คงปฎิเสธไม่ได้ว่ามีคนจำนวนมากหันมาปั่นจักรยานทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสในธุรกิจนี้

หนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจก็คือ ธุรกิจกระเป๋าใส่จักรยาน ซึ่งเกิดจากไอเดียของ “คุณวิภพ ล้อมเขต” หรือ “คุณโหน่ง”

คุณโหน่งเล่าถึงการเริ่มต้นธุรกิจให้ฟังว่า จากการที่เขาเองเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเป็นชีวิตจิตใจ มีช่วงหนึ่งที่จำเป็นต้องเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ่อยๆ จึงต้องนำจักรยานไปด้วย ซึ่งตอนนั้นใช้ถุงใส่จักรยานชนิด Softcase  แต่ปัญหาที่พบก็คือ ถุงชนิดนั้นไม่สามารถปกป้องจักรยานจากแรงกระแทกที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายได้ คุณโหน่งจึงมองหากระเป๋าชนิดใหม่จนเจอกระเป๋ารุ่น Hardcase แต่ก็พบว่า ฟังก์ชั่นบางอย่างยังไม่สามารถตอบโจทย์สิ่งที่ต้องการได้ เขาจึงพยายามคิดค้นรูปแบบกระเป๋าใหม่ จนเกิดไอเดียที่จะผลิตกระเป๋าที่รวมจุดแข็งของ Hard case กับ Soft case มาไว้ในใบเดียวกัน และนั่นจึงเป็นที่มาของกระเป๋าใส่จักรยานแบรนด์ “MOVE”

คุณโหน่ง เริ่มต้นโดยทดลองออกแบบจากการนำลังกระดาษมาล้อมเฟรมจักรยาน เพื่อหาขนาดและมิติของกระเป๋า รวมถึงออกแบบฟังก์ชั่นภายในและดีไซน์ จากนั้นจึงหาโรงงานผลิต ซึ่งเขาบอกว่า ช่วงแรกก็เป็นเรื่องยากเพราะโรงงานก็ยังไม่เคยผลิตกระเป๋าแบบนี้ ทำให้ต้องพบกับปัญหาความล่าช้าในการผลิตของสินค้าล็อตแรก แต่ก็ใช้ช่วงเวลานั้นเปิดขายโดยให้ลูกค้าสั่งซื้อในรูปแบบ Pre-Order ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาด โดยมีลูกค้าสั่งจองมากถึง 100 ใบ ในเวลาเพียงแค่ 1-2 เดือนเท่านั้น

สำหรับจุดเด่นของกระเป๋าใส่จักรยาน “MOVE” ที่ทำให้กลุ่มลูกค้านักปั่นหลายคนเกิดความสนใจ ก็คือการออกแบบกระเป๋าเป็น Hybridcase ซึ่งเป็นการดึงจุดแข็งของ Hard case ในด้านการปกป้องตัวจักรยานโดยมีโครงสร้างอลูมิเนียมที่แข็งแรงทั้ง 4 มุม  กับความพิเศษของ Soft case ที่มีความยืดหยุ่นและน้ำหนักเบา พร้อมกับเพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้ายโดยใส่ล้อเลื่อนอีก 4 ล้อ นอกจากนี้ในการจัดเก็บจักรยานก็สามารถทำได้โดยง่าย และยังสามารถเก็บอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ในกระเป๋าใบเดียวได้อีกด้วย

คุณโหน่งได้กล่าวถึงปัจจัยสำคัญของโมเดลธุรกิจของ “MOVE” ว่า ในการทำธุรกิจนั้น การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีควร เริ่มจากคำถามว่า ปัญหาที่ลูกค้าพบอยู่คืออะไร  ผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะช่วยในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้ ซึ่งคุณโหน่งเล่าว่า กว่าจะเป็นกระเป๋ารุ่นมาตรฐานนี้ เขาใช้เวลาถึง 7 เดือน โดยการรับฟังปัญหาหรือคำแนะนำจากลูกค้าหรือเพื่อนที่นำไปทดลองใช้ แล้วก็นำข้อมูล feed back เหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข เช่น การเพิ่มล้อจากเดิมที่มีแค่ 2 ล้อ ทำให้เวลาเคลื่อนย้ายกระเป๋าต้องยกแล้วหนัก จึงเปลี่ยนเป็น 4 ล้อ เป็นต้น นอกจากนี้ การบริการหลังการขายก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยกระเป๋าทุกรุ่นจะมีการรับประกัน 6 เดือน ซึ่งใบไหนที่มีปัญหา คุณโหน่งก็จะดูแลให้ลูกค้าจนกว่าลูกค้าจะพอใจ

สำหรับการต่อยอดธุรกิจ คุณโหน่งมองว่า อยากให้ธุรกิจเติบโตไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะยังคงเน้นกระเป๋ารุ่นเดิมเป็นหลัก แต่ก็ยังคงมองหาความต้องการของลูกค้าต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า นักปั่นจำนวนหนึ่งมีการปั่นเป็นทีม จึงทำให้เกิดไอเดียในการ Custom กระเป๋าให้กับทีมต่างๆ โดยสามารถเปลี่ยนสายกระเป๋าเป็นสีที่ลูกค้าต้องการพร้อมกับปักโลโก้ของทีมนั้นๆ ได้ นอกจากนั้นยังมีแผนที่จะวางขายผ้าคลุมกระเป๋าสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสีกระเป๋า และยังสามารถกันน้ำได้อีกด้วย

กรณีศึกษาของ “MOVE” สะท้อนให้เห็นถึงการที่ผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการและปัญหาของลูกค้าอย่างแท้จริง จึงสามารถสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้มากที่สุด เรียกได้ว่า From Pain to Gain เปลี่ยนจากปัญหา มาเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ของลูกค้า หากผู้ประกอบการสามารถหา Unmet needs แบบนี้ได้ ก็ไม่ยากเกินไปที่ธุรกิจจะเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคอย่างแน่นอน

(เครดิต : ข้อมูลและกรณีศึกษาโดย คุณเมษยา ตวิษาสกุล นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล)