กทม.ควรทบทวนค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียให้เป็นธรรม

กทม.ควรทบทวนค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียให้เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 ได้มีการเปิดเผยจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่าได้มีการสรุปผลการศึกษา

การเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย โดยใช้หลัก “ใครผลิตน้ำเสียมาก-จ่ายมาก ใครผลิตน้ำเสียน้อย-จ่ายน้อย” โดยมีรายละเอียดดังนี้

ทั้งนี้ มีประเด็นดังต่อไปนี้

1) กทม.ระบุว่าใช้หลักการ “Polluter Pays Principle” (PPP) หลักการนี้เป็นการเปลี่ยนผู้รับภาระในการจัดการของเสียจากรัฐบาล (ผู้จ่ายภาษี) เป็นครัวเรือนหรือผู้ผลิตที่ปล่อยของเสียดังกล่าว ทำให้ภาระนี้ถูกรวมเข้าไปอยู่ในต้นทุนในการดำรงชีวิตและผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำให้ดียิ่งขึ้น

2) ขั้นบันไดค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียมีปัญหาเพราะ กทม.กำหนดให้ยิ่งบ้านเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็มีโอกาสใช้น้ำมากขึ้น และจะปล่อยน้ำเสียมากขึ้น จึงสมควรถูกเก็บค่าธรรมเนียมมากขึ้น แต่ข้อสังเกตหนึ่งคือ ครัวเรือนที่ใหญ่ขึ้น หมายถึงมีจำนวนสมาชิกมากขึ้น ซึ่งหากสมมติให้การปล่อยน้ำเสียต่อคนระหว่างครอบครัวเล็กกับครอบครัวใหญ่เท่ากัน แต่ครอบครัวใหญ่ต้องจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียสูงกว่าครอบครัวเล็กเพราะมีจำนวนสมาชิกมากกว่า แต่ในด้านการใช้น้ำ ครอบครัวใหญ่ใช้น้ำอย่างมีประโยชน์เหมือนครอบครัวเล็ก ดังนั้น การเก็บค่าธรรมเนียมแบบเหมาทั้งครัวเรือน ไม่ใช่รายบุคคล จึงบิดเบือนความจริงในส่วนนี้

3) หลักการจัดเก็บค่าธรรมเนียมไม่เป็นไปตามหลักการของ PPP เพราะเป็นการเก็บค่าบำบัดน้ำเสียจากการจ่ายน้ำ ไม่ใช่การปล่อยน้ำเสียออกมาสู่ระบบนิเวศน์ นอกจากนั้นยังตั้งสมมติฐานว่า 100% ของน้ำที่จ่ายไปให้บ้านเรือนทั่วไปและครัวเรือนขนาดใหญ่คือ น้ำเสียทั้งหมด ขณะที่อุตสาหกรรมกำหนดเพียง 80% ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ภาคอุตสาหกรรมน่าจะมีสัดส่วนของน้ำเสียต่อน้ำที่ถูกจ่ายมากกว่าครัวเรือนทั่วไป

4) ครัวเรือนที่ผลิตน้ำเสียน้อยและมีพฤติกรรมการใช้น้ำที่ดีกำลังจะต้องจ่ายค่าบำบัดน้ำเสียเท่ากับบ้านที่ผลิตน้ำเสียมาก หากทั้งสองครอบครัวถูกจ่ายน้ำมาให้ในปริมาณเท่ากัน ปัญหาข้อแรกที่เกิดขึ้นคือ ระบบนี้ไม่สร้างความเป็นธรรมและไม่ส่งเสริมครัวเรือนที่มีพฤติกรรมที่ดีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันกลับเอาใจครัวเรือนที่มีพฤติกรรมแย่เพราะรับผิดชอบต้นทุนของการบำบัดน้ำเสียเท่ากับคนอื่นๆ ดังนั้น เมื่อเก็บค่าบำบัดจากฝั่งขาเข้า ไม่ใช่จากปริมาณน้ำเสีย

5) ประชาชน/อุตสาหกรรม รู้อยู่แล้วว่าเดือนๆ หนึ่งจะต้องจ่ายค่าบำบัดเสียเท่าไหร่ ซึ่งจะผลิตน้ำเสียมากขึ้นหรือน้อยลงก็ยังต้องเสียค่าบำบัดน้ำเสียเท่าเดิม ดังนั้น ต่อไปก็จะมีแต่ครอบครัวที่มีพฤติกรรมแย่มากขึ้น ดังนั้น ระบบนี้นอกจากจะไม่สร้างแรงจูงใจให้ใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นแล้ว อาจสนับสนุนให้ประชาชนมีพฤติกรรมการใช้น้ำที่แย่ลง เพราะอย่างไรก็ต้องจ่ายค่าน้ำแพงขึ้นทุกเดือน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังหรือห่วงใยทรัพยากรใดๆ

6) เมื่อเก็บค่าธรรมเนียมกับน้ำที่ กปน. จ่ายให้ คำถามก็คือว่า แล้วธุรกิจที่มีระบบบำบัดน้ำเสียเป็นของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าอัตราการทำน้ำเสียต้องน้อยกว่า 80% ดังที่ กทม.กำหนด ธุรกิจเหล่านี้จะได้รับอัตราพิเศษอย่างไม่ ถ้าจะมี จะนิยามการบำบัดหรือเกณฑ์อย่างไรในการลดค่าธรรมเนียม

7) โครงการบำบัดน้ำเสียของ กทม. จะช่วยสร้างงบประมาณมหาศาลให้กับ กทม. อย่างง่ายดายเพราะ กทม.สามารถเก็บได้ผ่านทางบิลค่าน้ำจากการประปานครหลวงได้เลย ทั้งนี้ ในปี 2558 ปริมาณน้ำจำหน่ายของการประปานครหลวงมีจำนวนเท่ากับ 1,406.30 ล้าน ลบ.ม. มีจำนวนผู้ใช้น้ำ 2,226,707 ราย (ซึ่งหมายถึง 2.23 ล้านบิล) ซึ่งเราสามารถนำไปคำนวณงบประมาณหรือค่าบำบัดน้ำเสียจากโครงการนี้ ดังนี้

โครงการนี้จะสร้างรายได้ให้กับ กทม.กว่า 2,197.34 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบค่าใช้จ่ายจริงในโครงการบำบัดน้ำเสีย จากข้อมูลพบว่า กทม. มีค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียในอัตราเฉลี่ย 1.4 บาทต่อ ลบ.ม. หรือ 1 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งหมายถึง 365 ล้านบาท แต่โครงการนี้สามารถสร้างงบประมาณได้ถึง 2 พันกว่าล้านบาท ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่เก็บมาจึงมากกว่าต้นทุนที่แท้จริงถึง 6 เท่า เหตุเพราะค่าใช้จ่ายจริงในการบำบัดน้ำเสียนั้นต่ำกว่าค่าบำบัดน้ำเสียที่เก็บจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เก็บกับอุตสาหกรรมถึง ลบ.ม.ละ 4 บาท อย่างไรก็ตาม หากคำนวณภาระที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้น้ำทั้งหมดใน กทม.โดยคำนวณจากค่าเฉลี่ยของการใช้น้ำต่อเดือน จะมีผลตามตาราง

หากใช้ค่าเฉลี่ยของปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยต่อเดือน จำแนกตามผู้ใช้น้ำรายเล็กและผู้ใช้น้ำรายใหญ่ ผู้ใช้น้ำรายเล็กกว่า 2.19 ล้านคน มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 31 ลบ.ม. ต่อเดือน จะเสียค่าธรรมเนียมแบบเหมาจ่าย 30 บาทต่อเดือน หรือ 360 บาทต่อปี รวมเป็นงบประมาณให้ กทม.ทั้งสิ้น 788.74 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ผู้ใช้น้ำรายเล็กกว่า 35,764 คน มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ย 137.23 ลบ.ม.ต่อเดือน ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมเหมาจ่ายเท่ากับ 500 บาทต่อเดือน หรือ 6,000 บาทต่อปี ตามเกณฑ์ที่ กทม.กำหนด ซึ่งสร้างงบประมาณให้ กทม.กว่า 214.58 ล้านบาท ดังนั้น หากใช้สมมติฐานนี้ กทม.จะมีรายได้เพื่อไปบำบัดน้ำเสียเพิ่มขึ้นกว่า 1 พันล้านบาท

รายได้ที่ กทม.จะได้นั้น แม้ใช้สถานการณ์ที่ประมาณแบบน้อยที่สุดแล้ว ก็ยังสูงกว่าค่าใช้จ่ายจริงในการบำบัดน้ำเสีย ทั้งนี้หากปรับค่าบำบัดลงครึ่งหนึ่งจากตาราง (ผู้ใช้รายย่อยเสียค่าบำบัดเฉลี่ย 15 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ใช้รายใหญ่เสียค่าบำบัดเฉลี่ย 250 บาทต่อเดือน) กทม.ก็ยังมีรายได้กว่า 500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งก็ยังสูงกว่าต้นทุนการบำบัด แม้จะมีการโปรยโฆษณาว่า 30 บาทต่อเดือน

ฟังผ่านๆ เหมือนน้อย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเสีย 30 บาท ดังนั้น กทม.จึงต้องทบทวนค่าบำบัดนี้ใหม่อีกครั้งเพื่อให้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น

------------------------

วรรณพงษ์ ดุรงคเวโรจน์

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง