ช่วงต้นสัปดาห์ ภาครัฐสร้างความตื่นเต้น ให้กับอุตสาหกรรม
หลัง ครม.เห็นชอบมาตรการสนับสนุน รถยนต์ไฟฟ้า แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก แผนส่งเสริมลงทุนผลิตรถไฟฟ้าที่เป็นรูปธรรม ซึ่งบริษัทที่จะลงทุนจะต้องยื่นแผน การดำเนินงานในลักษณะแผนงานรวม ประกอบด้วย แผนลงทุนประกอบ และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของรถไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุมการจ่ายไฟฟ้า เป็นต้น และสามารถนำเข้ารถสำเร็จรูปโดยได้รับการลดหย่อน หรือ ยกเว้นอากรขาเข้าในรุ่นรถยนต์ที่จะผลิต เพื่อทดลองตลาดในปริมาณที่กำหนด รวมถึงจะได้รับการลดหย่อน หรือยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนสำคัญ ซึ่งยังไม่สามารถมีการผลิตในประเทศ ในช่วงเริ่มต้นของการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าได้
และส่วนที่ 2 แผนการส่งเสริมให้มีรถยนต์ไฟฟ้า มาขับเคลื่อนบนถนนภายในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งเร่งรัดให้ ขสมก. จัดทำเงื่อนไขหลักเกณฑ์การประมูลกระบวนการจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้าจำนวน 200 คันให้เสร็จโดยเร็ว
ในส่วนของรถยนต์นั้น ก็มีการวิเคราะห์คาดการณ์กันไปต่างๆนานา ก่อนที่จะมีมติครม. จะออกมาด้วยซ้ำซึ่งแน่นอนหลายคนก็อยากเห็น ด้วยเหตุผลหลักคือ การลดมลพิษในการใช้งาน (เพราะปล่อยมลพิษในโรงไฟฟ้าแทน) และคาดหวังจะได้เห็นในเร็ววัน
แต่คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นรถยนต์ส่วนบุคคลพลังงานไฟฟ้าในเร็ววัน ไม่ว่าจะเป็นรถนำเข้า หรือ รถที่ผลิตในประเทศ
เพราะเมื่อดูแนวทางส่งเสริม เห็นได้ว่าตีกรอบให้ผลิตในประเทศ แม้ช่วงแรกจะให้นำเข้าชิ้นส่วนที่ยังผลิตไม่ได้ โดยเสียภาษีต่ำหรือไม่เสียเลย แต่การระบุว่าการขอการส่งเสริมจะต้องเป็นแพคเกจ ก็หมายความว่าเงื่อนไขที่จะออกมาจากบีโอไอ ต้องมีกรอบเวลาของค่ายรถในการลงทุนผลิตชิ้นส่วนที่ชัดเจน จึงอยู่ที่ค่ายรถแล้วหละครับว่า ไหว หรือ ไม่ไหว
ซึ่งเงื่อนไขนี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้ามาลงทุน แต่ผมว่าดี เพราะไม่อย่างนั้นเราก็ไม่ต่างจากเดิม คือ เป็นแค่สถานที่ประกอบ และผลิตชิ้นส่วนพื้นฐาน ไม่มีชิ้นส่วนไฮเทค แล้วจะสนองนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไร
ส่วนการนำเข้ารถสำเร็จรูปมาจำหน่าย ไม่ได้รับการส่งเสริม เพราะอ่านดูตามเงื่อนไข คือนำเข้ามาได้เฉพาะสำหรับทดลองตลาดในปริมาณที่กำหนด และต้องเป็นรุ่นที่จะผลิตเท่านั้น
ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้าบ้านเราจะเกิดหรือไม่เกิด ก็อยู่ที่ค่ายรถจะสนใจลงทุนผลิตหรือไม่
แต่เมื่อหันไปดูข้อมูลตลาด ยกตัวอย่างเช่นค่ายรถที่สนับสนุนรถไฟฟ้าในบ้านเรา และยังเป็นผู้นำในตลาดรถไฟฟ้าโลก คือ นิสสัน พบว่านับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2553 ถึงปัจจุบันเป็นเวลา 6 ปี นิสสัน ลีฟ มียอดขายทั่วโลก 2.4 แสนคัน เท่าๆกับยอดขายรถในบ้านเราช่วงตลาดรุ่งๆ แค่ 2 เดือนกว่าเท่านั้น
ดังนั้นโอกาสที่จะแบ่งการผลิตไปอยู่หลายๆ โรงงาน จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องที่คุ้มทุน
ยกเว้นว่าตลาดรถไฟฟ้าทั่วโลกจะโตขึ้นพรวดพราด หรือว่า ค่ายรถตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเข้ามา 100% หรือเป็นค่ายรถจากบางประเทศที่การลงทุนขนาดเล็กไม่เป็นปัญหา






