Trump VS Clinton (1): จุดจบโลกาภิวัตน์?

Trump VS Clinton (1): จุดจบโลกาภิวัตน์?

เท่าที่ติดตามการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างใกล้ชิดอย่างน้อย 5 ครั้ง ผู้เขียนเห็นว่าไม่มีครั้งไหนที่จะ

สำคัญต่ออนาคตเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองโลกเท่าครั้งนี้

นั่นเป็นเพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเป็นการลงคะแนนไว้วางใจพรรครัฐบาลเดโมแครตของประธานาธิบดีโอบามาในปัจจุบัน หรือเป็นการแข่งขันของแนวคิดฝั่งขวาแบบอนุรักษนิยมที่เน้นการเปิดเสรีการค้า ยึดมั่นในศาสนาและเสรีภาพในการพกพาอาวุธ กับฝั่งซ้ายแบบเสรีนิยมที่เน้นความเท่าเทียมทางชนชั้น เสรีภาพทางเพศ และการให้รัฐสนับสนุนสวัสดิการประชาชนเหมือนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา

แต่ครั้งนี้ จะเป็นการต่อสู้ทางแนวคิดครั้งสำคัญของฝ่ายที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์กับฝ่ายที่ต่อต้าน (Anti-Globalization) โดยฝ่ายแรกจะเชื่อในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรีการค้า บริการ และแรงงาน (ซึ่งรวมถึงผู้อพยพให้สามารถย้ายถิ่นฐานเข้ามาหางานในประเทศได้) รวมถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจแบบเคนส์ ที่รัฐเข้าช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจเมื่อเผชิญภาวะตกต่ำ

แต่ฝ่ายหลัง มองว่าการเปิดรับผู้อพยพนำมาซึ่งอาชญากรรมและแย่งงานคนในประเทศ เปิดเสรีการค้าทำให้สินค้าราคาถูกจากต่างชาติเข้ามาตีตลาด การรวมกลุ่มเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลในประเทศสูญเสียอธิปไตยในการดำเนินนโยบาย (เช่นนโยบายผู้อพยพ) และนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจกลับเป็นเพียงการอุ้มคนรวยเพียงกลุ่มเดียว

กระแส Anti-Globalization นี้เริ่มมีมาตั้งแต่ปี 2554 ตามกระแสการประท้วง Occupy Wall Street ในนิวยอร์ค ที่ผู้ร่วมเดินขบวนเชื่อว่านโยบายอุ้มเศรษฐกิจของรัฐบาลและนโยบายลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0% เป็นเพียงการช่วยเหลือธุรกิจขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและภาคการเงิน จนทำให้ผลประกอบการธุรกิจสูงลิ่ว ราคาหุ้นพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ประชาชนทั่วไปยังคงตกต่ำ

กระแสนี้ข้ามฝั่งแอตแลนติกมารุนแรงขึ้นในยุโรปใต้ เช่น โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ที่ประสบกับวิกฤติการคลังและขอความช่วยเหลือจากทางยุโรป และต้องแลกกับมาตรการรัดเข็มขัดต่างๆ

กระแสนี้รุนแรงและลุกลามมากขึ้นไปในประเทศแกนกลางยุโรป ทั้งโปแลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมไปถึงอังกฤษ ที่เลือกที่จะออกจากการเป็นสมาชิกภาพยุโรป (Brexit) เนื่องจากเกลียดชังในผู้อพยพ รู้สึกเสียเปรียบที่ต้องจ่ายงบประมาณอุ้มประเทศอื่นในยุโรป และรู้สึกสูญเสียอธิปไตยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

ต้นเหตุของกระแส Anti-Globalization นั้นมี 3 ประการ ดังนี้

หนึ่ง ความไม่เท่าเทียมกันทางชนชั้นมีมากขึ้นในระยะหลัง โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว โดยงานวิจัยของ McKinsey พบว่า ในช่วงปี 2548-57 ประเทศพัฒนาแล้ว 65-70% ของประชากรทั้งหมดมีรายได้ที่แท้จริง (หักเงินเฟ้อ) ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Branko Milanovic ผู้เขียนหนังสือ Global Inequality ที่มีรูปกราฟ โลกาภิวัตน์ดั่งช้างชูงวง” (Globalization as an Elephant)ที่สั่นสะเทือนวงการเศรษฐศาสตร์

กราฟนี้ชี้ว่า หากนำรายได้ประชากรทั้งโลกมาแบ่งเป็น 10 กลุ่มตามระดับรายได้ และวัดอัตราการขยายตัวของรายได้ของประชากรในแต่ละกลุ่มในช่วงปี 2531-51 จะพบว่ารายได้คนชั้นกลางของโลกที่อยู่ในกลุ่ม 45-55% (ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน) นั้นขยายตัวสูงสุดถึงกว่า 80%

แต่สำหรับคนชั้นกลางระดับบนที่อยู่ในกลุ่ม 75-85% (ส่วนใหญ่คือคนชั้นกลางประเทศพัฒนาแล้ว) รายได้กลับไม่ขยายตัวหรือหดตัวเสียด้วยซ้ำ ขณะที่คนรวยสุด 1% ของโลกกลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงกว่า 60% บ่งชี้ว่า ผู้ชนะของเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ได้แก่ชนชั้นกลางของประเทศกำลังพัฒนาและผู้มีร่ำรวยที่สุด 1% ทั่วโลก ขณะที่ ผู้แพ้ได้แก่ชนชั้นกลางของประเทศพัฒนาแล้ว

สอง แนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก (ซึ่งเป็นที่มาของกราฟดังกล่าว) ที่ผลักดันผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งแม้จะนำความกินดีอยู่ดีมาทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาเช่นจีนและเอเชียที่ได้อานิสงส์จากการเปิดเสรีทางการค้า (โดยเฉพาะจีนหลังการเข้าร่วมองค์กรการค้าโลกหรือ WTO ในปี 2554) ทำให้การค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการย้ายฐานการผลิตจากประเทศพัฒนาแล้วมายังประเทศที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ซึ่งทำให้ประชาชนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ชาวเหมือง พนักงานโรงงานต่าง ๆ ต้องตกงานลง

นอกจากนั้น กระแสความนิยมในนโยบายเศรษฐกิจแบบ “ฉันทามติวอชิงตัน” (Washington Consensus) ที่นิยมให้ประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจใช้มาตรการเข้มงวดทางการคลังก็ทำให้เศรษฐกิจในยุโรปใต้แย่ลง ประกอบกับมาตรการการเงินที่เน้นอัดฉีด ทำให้ดอกเบี้ยในประเทศเจริญแล้วติดลบ กระทบต่อรายได้ของผู้ฝากเงิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เกษียณอายุที่มีรายได้จากเงินฝากเพียงอย่างเดียว

และ สาม ปัญหาภูมิประชากร โดยเฉพาะกระแสสังคมสูงวัยในประเทศเจริญแล้วที่กว่า 33 ใน 35 ประเทศมีผู้สูงวัยมากกว่าเด็กเกิดใหม่ จึงจำเป็นต้องพึ่งแรงงานต่างชาติ ขณะที่ในสหรัฐเอง ประชากรชาวคริสเตียนผิวขาว เริ่มมีจำนวนน้อยกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ เช่น เม็กซิกัน ชาวเอเชีย ชาวผิวดำ ทำให้คนผิวขาวบางกลุ่มมีความคิดว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ เข้ามาแย่งงาน ทรัพยากรและก่ออาชญากรรมมากขึ้น

แม้ว่าทั้งสามปัจจัยจะไม่ถาวร แต่ในระยะสั้นผู้เขียนเชื่อว่ากระแส Anti-Globalization จะมีมากขึ้น และหากมากพอจนทำให้โดนัลด์ ทรัมพ์ที่มีนโยบายคลั่งชาติสุดโต่ง เช่น จะตั้งกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกเพื่อป้องกันผู้อพยพ จะทำสงครามการค้ากับจีนและชาติอื่นๆ ที่ “ค้ากำไรเกินควร” กับสหรัฐ ได้เป็นประธานาธิบดีแล้ว อาจมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลทรัมพ์จะออกกฎหมายรูปแบบเดียวกับพระราชบัญญัติ Smoot-Hawley (พ.ศ. 2473) ที่ตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในสหรัฐถึงกว่า 60% และนำมาสู่การตอบโต้ทางการค้าและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในที่สุด

แม้โอกาสที่จะเกิดสงครามการค้าจะยังไม่สูงนัก เนื่องจากนักการเมืองในช่วงหาเสียงอาจกล่าวคำพูดเกินจริง (Rhetoric) ที่ทำจริงไม่ได้ แต่ความเสี่ยงของกระแส Anti-Globalization ก็มีมากขึ้นจนน่าตกใจ นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย โปรดพึงระวัง