ประชานิยม คือตัวชี้วัดปฏิรูป

ประชานิยม คือตัวชี้วัดปฏิรูป

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี

 (ครม.) พิจารณาโครงการ“สินเชื่อประชารัฐ” เพื่อปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้กับประชาชนที่มีอาชีพอิสระ หรือ เป็นคนหาเช้ากินค่ำทั่วไป ซึ่งจัดเป็นกลุ่มคนที่มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบค่อนข้างน้อย โดยหวังว่าสินเชื่อดังกล่าวจะช่วยเป็นทุนในการทำมาค้าขาย และอาจสร้างอาชีพให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ และคาดว่าโครงการนี้จะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นผู้มีรายได้น้อยในระดับฐานราก แต่จะสามารถให้เกิดการต่อยอดตามชื่อโครงการหรือไม่นั้นยังต้องประเมินกันต่อไป

หากพิจารณาหลักการและเหตุผลของโครงการนี้ ของกระทรวงการคลัง แม้ว่าจะประเมินว่ามีความจำเป็นในยุคเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งทำให้การทำมาหากินติดขัดไปทั่ว ตั้งแต่คนระดับล่างจนถึงห้างร้านใหญ่ๆ แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็แทบไม่ต่างอะไรจากโครงการในรัฐบาลก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่หลายโครงการของรัฐบาลปัจจุบัน กล่าวคือ เป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องให้กับประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย ในกรณีเป็นโครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี และมักจะเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมที่รัฐบาลยุคหลังนิยมใช้กัน

อันที่จริง โครงการในลักษณะนี้มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประชานิยมเสมอ แต่ก็เป็นนโยบายที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างดี ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันพยายามแก้ปัญหาไม่ให้เกิดโครงการในลักษณะนี้ เพราะบางโครงการในอดีตได้ทำให้เกิดข้อสงสัย ว่ามีการใช้เงินนอกงบประมาณอย่างผิดๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และในที่สุดแล้วก็จะสร้างความเสียหายเกิดขึ้นในอนาคต แต่การแก้ปัญหาไม่ถือว่าง่ายนัก เพราะสังคมไทยยังมีช่องว่างทางรายได้ การประกอบวิชาชีพและความไม่เท่าเทียมกันอยู่มากในเรื่องของโอกาส

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันกำลังเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ โดยปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจเข้าสู่ความทันสมัย หรือ เรียกว่า“ประเทศไทย 4.0” แต่การปรับโครงสร้างก็ไม่ใช่เรื่องที่เห็นผลได้ในเวลาปีสองปี แต่เป็นเรื่องต้องใช้เวลานานและต้องเกี่ยวพันกับหลายเรื่อง ไม่เพียงแค่เรื่องการทำมาค้าขายเท่านั้น เพราะยังมีปัจจัยเรื่องการจ้างงาน การศึกษา การเพิ่มทักษะ หรือ โอกาสอื่นๆอีกมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตามแก้ไขกันเป็นรายปัญหา ดังนั้น มาตรการหรือนโยบายเดิมๆที่เคยใช้บรรเทาปัญหายังเป็นสิ่งจำเป็น

หากรัฐบาลต่อๆ ไปยังคงเดินหน้าตามแผนปฏิรูปที่รัฐบาลนี้กำหนดไว้ที่เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ 20” เราอาจประเมินผลสำเร็จหรือความล้มเหลวของการปฏิรูปได้ไม่ยากนัก หากเราเอานโยบายในลักษณะนี้เป็นตัวชี้วัด เพราะแผนการปฏิรูปของรัฐบาลหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่วางไว้ต้องการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไป หรืออย่างน้อยให้ลดน้อยลง ซึ่งหากปัญหาลดลงจริงๆแล้ว รัฐบาลก็สามารถนำงบประมาณช่วยเหลือคนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริงได้ตรงเป้าหมาย ไม่ใช่การหว่านความช่วยเหลือด้วยสมมติฐานแบบประชานิยม

เราเห็นว่าการชี้วัดความสำเร็จหรือความล้มเหลว ของการปฏิรูปเศรษฐกิจนับจากนี้ไป อาจพิจารณานโยบายในลักษณะประชานิยมเป็นตัวชี้วัดได้ เพราะหากเราตั้งเป้าว่าประชานิยมแบบหลับหูหลับตา เป็นสิ่งไม่สมควรและต้องขจัดให้หมดไป รัฐบาลต่อๆ ไปก็ไม่ควรมีนโยบายในลักษณะนี้ แต่หากในอนาคตยังมีนโยบายประชานิยมแบบสุดขั้วเกิดขึ้น เราก็สมมติฐานได้ว่าความพยายามปฏิรูปใดๆ ที่ผ่านมานั้นล้มเหลวอย่างไม่เป็นขบวน และยิ่งมีนโยบายแบบนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนความล้มเหลวมากเท่านั้น