วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวให้พ้นประชาธิปไตย ‘อุปถัมภ์’

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

 กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถึงการเมืองไทย โดยมีประเด็นที่นายกฯ “อยากฝากความในใจถึงพี่น้องประชาชน คนไทย ทุกภาคส่วน ทุกอาชีพ ทุกรายได้ ได้มองปัจจุบันและอนาคต ท่านต้องย้อนกลับไปที่อดีตก่อน อย่าเพิ่งลืม ลืมสิ่งที่มันเพิ่งผ่านมาไม่นาน ก่อน 22 พ.ค. 2557 เราต้องเอาอดีตเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน” และระบุว่า “ในช่วงปี 2558-60 เป็นช่วง “การเปลี่ยนผ่าน” เตรียมการวางรากฐานไว้ให้ ซึ่งในช่วงรอยต่อนี้ จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศระยะยาว”

การเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี มักจะกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนรัฐประหารอยู่เสมอ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งของคนในประเทศ จนนำไปสู่ความรุนแรงกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งในช่วงเวลานั้นเกิดการชุมนุมและเดินประท้วงไปตามท้องถนนไม่เว้นแต่ละวัน ขณะเดียวกันก็มีการใช้อาวุธสงครามถล่มกันใจกลางเมือง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เดินเข้าใกล้ “มิกสัญญี” ไปทุกขณะ เกิดความขัดแย้งทั้งในระดับประชาชนจนถึงระดับเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนบางคนเรียกว่าเป็น“รัฐล้มเหลว”

อันที่จริง ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งๆ ที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ต่อเนื่องกันมายาวนานนับสิบปี ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งเข้ามาเกี่ยวข้อง“โดยตรง”กับความรุนแรงระดับประเทศ จนผู้รู้บางคนมองว่าเป็นความล้มเหลวของ“ระบอบประชาธิปไตยไทย” และกังวลว่าแบบอย่างประชาธิปไตยในภูมิภาคอาเซียนกำลังล้มเหลวในการพัฒนาการเมืองประชาธิปไตยสมัยใหม่ แม้อีกมุมมองจะเห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้

ในช่วงก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร แต่ข้อถกเถียงและการเคลื่อนไหวทางการเมืองมีประเด็นที่น่าสังเกตว่าการเมืองไทยยังไม่อาจก้าวพ้นมรดกความขัดแย้งก่อนหน้านี้ไปได้ ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังเป็นไปลักษณะเดิม ที่เรียกง่ายๆว่าเป็นเรื่องของ“ความชอบ-ไม่ชอบ” เป็นเรื่องของความเห็น“กลุ่มใครกลุ่มมัน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองไทยยังมีลักษณะ“มิตร-ศัตรู”ค่อนข้างสูงอย่างยิ่ง จนไม่อาจพัฒนาไปสู่การมองคนไทยด้วยกันในฐานะที่เป็นพลเมืองของประเทศเดียวกันได้

การเมืองในลักษณะข้างต้นที่กล่าวมา ทำให้เป็นเรื่องยากอย่างมากในการถกเถียงประเด็นสาธารณะต่างๆด้วยเหตุผล เพราะต่างฝ่ายต่างมี“เหตุผลของตัวเอง” จนมองข้ามเหตุผลของคนอื่น ซึ่งไม่ว่าจะมีเวทีการเแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างไร ก็ไม่อาจทำให้คนไทยก้าวพ้นจากความขัดแย้งในลักษณะเดิมไปได้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้เวลาอีกนานกว่าคนไทยจะได้เรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง และปรากฏการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ก็ไม่ต่างจากระบอบอุปถัมภ์การเมืองระดับชาติที่ไม่อาจก้าวพ้นกลุ่มของตัวเองไปได้ 

ดังนั้น ปัญหาใหญ่หากมองจากปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ หาใช่เป็นเรื่องความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นประชาธิปไตยตามกติกาสากลของร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะลงประชามติในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยนั่นเอง นั่นคือคนไทยด้วยกันเองที่จะเป็นอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยไทย เพราะตราบใดที่ความขัดแย้งทางการเมืองในรูปแบบปัจจุบันจากคนความเห็นต่างทางการเมือง ก็เป็นเรื่องยากมากที่ประชาธิปไตยจะเกิดได้จริง ไม่ว่าเราจะออกแบบกติกามาดีเพียงใดก็ตาม

ประชาธิปไตยที่อิงกับความ“ชอบ-ไม่ชอบ”ดังที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เป็นประชาธิปไตยแบบ“อุปถัมภ์”ที่ฝังรากลึกเรื่อยๆ และตราบใดที่เรายังก้าวไม่พ้นประชาธิปไตยแบบนี้ ก็เป็นเรื่องยากมากที่สังคมไทยจะก้าวสู่ประชาธิปไตยได้อย่างเต็มภาคภูมิ