ตั้งแต่ราคาน้ำมันดำดิ่งกลางปี 2014 เป็นต้นมา มีข่าวปรากฏในสื่อมวลชนเป็นครั้งคราวว่า ราคาน้ำมันที่พังทลายลง
เป็นความต้องการของสหรัฐอเมริกาที่จะแกล้งผู้ผลิตน้ำมันกลุ่มโอเปกไม่ให้มีอำนาจต่อรองในเรื่องราคาด้านหนึ่ง และต้องการแกล้งรัสเซียไม่ให้มีรายได้มากเกินไปในการสะสมอาวุธเพื่อแข่งกับสหรัฐอเมริกาและการทำสงครามต่อต้านการรุกคืบของสหรัฐอเมริกาในประเทศรอบๆ รัสเซียอีกด้านหนึ่ง
ในเวลาใกล้เคียงกัน ก็มีข่าวว่า น้ำมันจาก oil shale ในสหรัฐอเมริกากำลังจะเป็นตัวทดแทนน้ำมันดิบจากแอ่งใต้ดินตามธรรมดา แต่ก็มีคำวิจารณ์พร้อมๆ กันว่า ต้นทุนของ shale oil ยังสูงอยู่และอาจไม่คุ้มต้นทุนเมื่อราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับต่ำ
สิ่งที่ควรพิจารณาต่อไปก็คือ ข่าวลือที่ว่า สหรัฐอเมริกาทุ่มผลิตน้ำมันจาก oil shale เพื่อกดดันราคาน้ำมันให้ต่ำเป็นความจริงเพียงใด เมื่อต้นทุนของ shale oil ไม่ได้ต่ำเพียงพอ และแม้ว่าข่าวลือดังกล่าวจะเป็นความจริง สหรัฐอเมริกาหรือชาติใดที่จะเป็นผู้คุมราคาน้ำมันในอนาคต
คำตอบที่จะให้แก่คำถามทั้งหมดข้างต้นนี้จะมาจากรูปที่ 1 ในที่นี้ รูปกราฟนี้แสดงความเคลื่อนไหวของผลผลิตน้ำมันในช่วงปี 2001-2014 โดยเริ่มต้นจากการพิจารณาผลผลิตขั้นต่ำสุดของแต่ละประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วนำมารวมกันหมดทุกประเทศ เรียกว่า ผลผลิตน้ำมันพื้นฐานของโลก ส่วนต่างของผลผลิตในแต่ละปีหักด้วยผลผลิตต่ำสุดของประเทศนั้นๆ นำมาแสดงเป็นผลผลิตส่วนเพิ่มของประเทศนั้นๆ และแสดงเป็นสีที่แทนประเทศนั้นๆ ประเทศที่มีผลผลิตส่วนเพิ่มมากในช่วงเวลาดังกล่าว หมายความว่า ประเทศนั้นๆ จะมีอิทธิพลต่ออุปทานของน้ำมันในตลาดโลกในช่วงเวลานั้นๆ อย่างมีนัยสำคัญและจะมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันให้ลดต่ำลงด้วย
รูปกราฟนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ประเทศที่มีอิทธิพลเช่นนั้นได้แก่ สหรัฐอเมริกา อิรัค ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซีย
ที่นี้ เราลองมาพิจารณาทีละประเทศ ผลผลิตส่วนเพิ่ม (incremental production) ของสหรัฐอเมริกาเริ่มแสดงให้เห็นนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2011 หรือช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในจุดสูงสุด ผลผลิตส่วนเพิ่มเกือบทั้งหมดนี้มาจากแหล่งน้ำมัน shale oil ที่มีขนาดใหญ่ 3 แหล่ง โปรดสังเกตว่า บ่อน้ำมันพวกนี้จะมีผลผลิตมากในช่วงปีแรกๆ และค่อยๆ ลดลงหรือคงที่หลังจากนั้น จำนวนหลุมเจาะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 2009 และถึงจุดสูงสุดในปี 2014 จึงเป็นช่วงที่สอดคล้องกับผลผลิตน้ำมันโดยเฉพาะ shale oil ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนหลุมเจาะที่ใช้ผลิตลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น ด้วยเหตุผลที่ราคาน้ำมันไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต ผู้ที่ไม่อยู่ในวงการน้ำมันก็เดาได้ไม่ยาก
ดังนั้น ผลผลิตส่วนเพิ่มของสหรัฐอเมริกาที่มากเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทุบราคาน้ำมันโลกได้จริง แต่ไม่ใช่ประเทศเดียว
เมื่อพิจารณาต่อไปว่า ต้นทุน shale oil ต่ำเพียงพอที่จะทุบราคาน้ำมันโลกได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่รูปที่ 2 ที่แสดงต้นทุนการผลิตน้ำมันรวมของประเทศสำคัญๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า shale oil มีต้นทุนประมาณ 23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ว่าจะสูงแต่ก็ยังคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ นั่นเป็นค่าเฉลี่ย แต่มีต้นทุนที่ต่ำกว่านั้น
ที่สำคัญคือ ในอนาคตอันใกล้นี้ ผลผลิตส่วนเพิ่มของสหรัฐอเมริกาน่าจะมีขนาดลดลงมากจนไม่น่าจะมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันโลกได้อีกต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนหลุมผลิตที่ไม่คุ้มทุนจะหายไปมากนั่นเอง
รัสเซียเป็นประเทศที่มีภาระใช้จ่ายมาก ทั้งการสร้างอาวุธใหม่ๆ เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาในการรักษาความสมดุลทางทหาร และการแทรกแซงกิจการประเทศใกล้เคียง เพื่อป้องกันการรุกคืบของสหรัฐอเมริกาในประเทศเหล่านั้นอันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ แม้ว่ารูปที่ 2 แสดงให้เห็นว่า รัสเซียมีต้นทุนน้ำมันที่ประมาณ 19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่อย่าลืมว่า ตัวเลขนั้นมีภาษีของรัฐบาลประมาณ 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมอยู่ด้วย แม้ว่ารัสเซียจะมีปริมาณน้ำมันสำรองเป็นอันดับ 8 ของโลก แต่ก็มากกว่า สหรัฐอเมริกาที่เป็นอันดับที่ 11 กว่าเท่าตัว
ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ อำนาจต่อรองในเรื่องน้ำมันของรัสเซียจึงไม่ได้เป็นรองสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าในเชิงของต้นทุนและปริมาณน้ำมันสำรอง แม้ว่าปริมาณการผลิตจะอยู่ในอันดับ 3 ของโลกที่ 10.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับสหรัฐอเมริกาในอันดับ 1 ที่ 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่รัสเซียจะสูบขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ และก็มีความสามารถที่จะเจาะเพิ่มเมื่อไรก็ได้ ภายใต้ต้นทุนที่ไม่แพง
กล่าวโดยสรุปแล้ว ซาอุดิอาระเบียกับรัสเซียคงไม่ต้องกลัวสหรัฐอเมริกาในเรื่องน้ำมัน แต่ก็คงจะไม่ทำอะไร ถ้าไม่ถูกบีบเสียก่อน แต่ก็สามารถตอบโต้ได้เต็มที่ ว่าแต่สหรัฐอเมริกาเองสิ จะไม่สามารถสร้างแรงกดดันได้ในอนาคตอันใกล้นี้






