วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวข้าม ‘กับดักรายได้ปานกลาง-เหลื่อมล้ำ’

หลายคนอาจเข้าใจว่า การที่เศรษฐกิจไทยจะก้าวข้ามกับดักของประเทศรายได้ปานกลางได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า

จะกำจัดความไม่พร้อมในระดับปัจเจกบุคคลเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันในตลาดโลกได้หรือไม่ ซึ่งมายาคตินี้ทำให้เชื่อกันไปว่า ปัญหาของเกษตรกรไทยหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ก็คือปัญหาเรื่องการขาดความรู้ความสามารถ ขาดเงินทุนและเครือข่ายทางธุรกิจที่ดี แต่ไม่ได้ฉุกใจคิดว่า สาเหตุแท้จริงมาจากวัฏจักรความเหลื่อมล้ำที่ฝังอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทยมากกว่า นาย Michael Spence นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2001 ได้วิเคราะห์ไว้ว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศจำนวนมากไม่สามารถก้าวข้ามกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง ก็เป็นเพราะว่า ประเทศเหล่านั้นยังคงยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ ในอดีตที่ใช้ไม่ได้ผลแล้ว โดยไม่ยอมหันไปลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กระจายสู่เยาวชน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถของทุนมนุษย์ในชาติสูงขึ้นในระยะยาว

นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศไทยจะผลักดันแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในระยะยาวภายใต้ชื่อโครงการ “Thailand 4.0: New Growth Industry” ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่มีการใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับสูง เช่น อุตสาหกรรมทางด้าน Digital, Automation, Health Care, Food and Culture สิ่งเหล่านี้จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ หากภาคธุรกิจเอกชนรายใหญ่ในไทย ซึ่งบางส่วนก็ได้ส่งผู้บริหารระดับสูงของตัวเองมาช่วยภาครัฐกำหนดยุทธศาสตร์เหล่านี้เองอยู่แล้ว กลับยังลังเลไม่กล้าลงเงินลงแรงอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือไม่ยอม pick up the tab ตั้งแต่ต้น

แต่หวังให้ภาครัฐลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยการก่อหนี้เพิ่มฝ่ายเดียว หรือหวังจะให้รัฐเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีแล้ว ก็คงตรงกับที่ Michael Spence วิจารณ์ไว้ว่าเราอาจยังติดยึดอยู่กับวิธีการเดิมที่เคยนำความสำเร็จมาให้ แม้ว่ามันจะใช้ไม่ได้ผลแล้วก็ตาม เพราะลำพังสิทธิพิเศษทางด้านภาษีและความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้น คงไม่อาจใช้ทดแทนความรู้ความสามารถด้านทุนมนุษย์ที่ประเทศควรจะมีได้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า จากบรรดาประเทศกำลังพัฒนา 101 ประเทศที่มีรายได้ปานกลางมาตั้งแต่ปี 1960 นั้น พบว่ามีเพียง 15 ประเทศเท่านั้น ที่สามารถขยับตัวเองขึ้นไปเป็นประเทศที่มีรายได้ขั้นสูงสำเร็จในปี 2010

ในประเด็นเรื่องของการก้าวข้ามปัญหาความเหลื่อมล้ำนั้น ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่า รัฐต้องจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีทรัพย์สินในอัตราสูง ๆ เท่านั้นจึงจะทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมได้ แต่แนวคิดนี้ก็คงทำให้เป็นจริงได้ยากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มถดถอยเรื้อรังตามที่ Lawrence Summers เรียกว่า “Secular Stagnation” หรือ “New Normal” (ดูรูปประกอบ) กรณีของ EU ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า แม้ว่าสมาชิกในหลายประเทศจะมีระบบสวัสดิการและสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งในการเรียกร้องค่าจ้างแรงงานที่เป็นคุณต่อแรงงานและลดความเหลื่อมล้ำก็ตาม

แต่การที่ค่าแรงไม่สามารถปรับลดได้แม้ในยามวิกฤตินั้น ก็กลับทำให้มีปัญหาการว่างงานเพิ่มขึ้น ทำให้มีแรงงานจำนวนมากอพยพไปหางานทำที่สหราชอาณาจักรเนื่องจากมีตลาดแรงงานที่เสรีมากกว่า จนนำไปสู่ประเด็นเรื่อง Brexit ที่ได้สั่นคลอนสถานภาพของ EU เองในที่สุด

สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของโจทย์ปัญหาใหม่ที่ท้าทายสำหรับไทยและประเทศเพื่อนบ้านในการจัดการกับความเหลื่อมล้ำที่มีรูปแบบซับซ้อนมากกว่าในอดีต จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้าพร้อมไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่เพื่อจะได้ก้าวข้ามทั้งเรื่องกับดักรายได้ปานกลางและความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากปัญหาบางอย่างเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ยากที่จะกลับไปแก้ไขได้ใหม่ ตัวอย่างเช่น ปัญหาการกระจุกตัวของความเจริญในเขตกรุงเทพฯ ตั้งแต่อดีต จนนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท และกลายเป็นปัญหาที่ย้อนกลับมาฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยไว้จากการก้าวข้ามกับดักของประเทศรายได้ปานกลางเสียเอง