วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ในวันนี้ขอนำเอาประเด็นความเสี่ยงระยะยาวที่กำลังเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย คือ การที่ประเทศก้าวเข้าเป็นสังคม

ผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วที่เรียกว่า Aging Society ที่มีสัดส่วนของประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เกินกว่าร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 12.6 ในปี 2563 และเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งเป็นร้อยละ 20.5 ในปี 2583 ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่สำคัญ หลายประการดังที่หลายประเทศกำลังประสบอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศญี่ปุ่นที่จำนวนประชากรและประชากรในวัยทำงานลดลง

การที่สัดส่วนของประชากรในวัยแรงงานลดลง หมายถึงมีจำนวนแรงงานน้อยลง ทำให้ผลผลิตและมีรายได้สำหรับการชำระภาษีสำหรับให้รัฐบาลนำมาบริหารประเทศน้อยลงตามไปด้วย ในขณะที่รายจ่ายประเภทค่ารักษาพยาบาล และสวัสดิการต่างๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ ที่นอกจากมีจำนวนเพิ่มขึ้นแล้ว ประชากรผู้สูงอายุเหล่านี้ยังมีอายุยืนยาวมากขึ้นตามความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข มีผลรายงานการศึกษาของ อ.ปราโมทย์ ประสาทกุล แห่งสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงภาระพึ่งพิงที่สูงขึ้น คือสัดส่วนของประชากรวัยแรงงาน/ผู้สูงอายุของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ จากวัยแรงงาน 5.7 คน ที่ต้องทำงานในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 1 คนในปี 2553 จะเหลือเพียงประมาณ 3.8 คน และ 2.4 คนในปี 2563 และ 2573 ตามลำดับ

ปรากฏการณ์สังคมผู้สูงอายุนี้เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีปัจจัยร่วมที่สำคัญคือ ยุคเบบี้บูมเมอร์ หรือกลุ่มประชากรที่เกิดในช่วงปี 2489-2507 หรือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ยุติลงในปี 2488 สงครามทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ประเทศต่างๆ เผชิญกับความเสียหายนานัปการ ดังนั้นเมื่อสงครามยุติลง ประเทศต่างๆ ต้องเร่งซ่อม สร้าง เยียวยา ฟื้นฟูประเทศให้กลับมามีความแข็งแกร่งมั่นคงอีกครั้ง ซึ่งต้องการแรงงานในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า จึงนำมาซึ่งค่านิยมของการมีลูกหลายคน จนนำมาสู่ยุค “เบบี้บูม"

ประเทศไทยก็การรณรงค์ให้มีลูกเยอะๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน เมื่อวันเวลาผ่านไปประชากรในยุคเบบี้บูมเมอร์ได้ทยอยเกษียณออกไปอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยเป็นเรี่ยวแรงหลักในการผลิตและสร้างความมั่นคั่งให้กับประเทศ จากที่เคยเป็นผู้บริหารและขับเคลื่อนองค์กรที่มีความเชื่ยวชาญและประสบการณ์สูง ขณะที่ผู้สืบทอดรุ่นต่อไปก็มีจำนวนไม่เพียงพอหรือไม่ก็ยังขาดประสบการณ์

ผู้บริหารประเทศและผู้บริหารองค์กรจึงควรมีการวางแผนรับมือกับโครงสร้างประชากรที่โลกเข้าสู่ยุคของคนสูงวัยนี้อาจจะยืดเยื้อไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า โดยเฉพาะรัฐบาลที่ต้องดูแลสวัสดิการ ในการรักษาพยาบาล และสาธารณูปโภคในการรองรับสังคมผู้สูงอายุ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถยืนได้ด้วยขาของตนเอง ที่มีเงินเพียงพอที่จะดูแลตนเอง แทนการที่จะต้องแจกเงินในลักษณะของเบี้ยยังชีพรายเดือนที่มีแนวโน้มแต่จะเพิ่มสูงขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป ในอดีตสังคมไทยเป็นครอบครัวขยายที่สมาชิกในครอบครัวอยู่ร่วมกันหลายรุ่น พ่อแม่เลี้ยงดูลูก และเมื่อแก่ตัวมาก็จะมีลูกหลานเลี้ยงดูสืบเนื่องต่อมา แต่สภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ที่เป็นสังคมเมืองและครอบครัวจะมีขนาดเล็กลง คนหนุ่มสาวจะแยกตัวออกไปสร้างครอบครัวของตนเอง ผู้สูงอายุไม่สามารถจะคาดหวังจะพึ่งพาลูกหลานได้เช่นในอดีต โจทย์คือจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้สามารถมีเงินยังชีพของตนเองได้ โดยไม่ต้องหวังพึ่งพารัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกก็อยู่ในสภาพที่มีหนี้ท่วมหัว หรือการหวังพึ่งลูกหลาน เป็นโจทย์ที่ยากสำหรับทุกประเทศที่สามารถทำได้โดยมีการวางแผนทางการเงิน

ดังนั้น การวางแผนทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ต้องเริ่มเสียแต่เนิ่นๆ นับตั้งแต่เริ่มทำงาน คนในวัยเริ่มทำงานส่วนใหญ่ยังไม่คิดถึงเรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว และยังมีความสนุกสนานกับความสุขในปัจจุบัน มากกว่าคิดถึงอนาคต จุดเริ่มต้นจึงอยู่ที่ว่าจะเริ่มจากการออมเงิน ซึ่งการออมเงินก็คือการไม่ใช้เงินทั้งหมดที่หามาได้ในวันนี้ แต่ยอมอดการใช้จ่ายในวันนี้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคต หลายคนอาจมีความเข้าใจผิดที่ว่า เงินออม คือเงินที่เหลือจากรายได้หักค่าใช้จ่าย ซึ่งหากคิดเช่นนี้ก็จะไม่มีเงินเหลือสำหรับการออม เพราะในสังคมวัตถุนิยมจะกระตุ้นทำให้ใช้จ่ายและในหลายกรณีจะเป็นการใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ที่เรียกว่าหนี้

การจะมีเงินออมเกิดขึ้นจึงต้องเป็นรายได้หักด้วยเงินออม (จำนวนหนึ่ง) ที่เหลือจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือนหรือแต่ละปี เมื่อมีเงินออมแล้วยังจะต้องมีความสามารถที่จะทำให้เงินออมงอกเงยเพิ่มขึ้น อย่างน้อยต้องสูงกว่าอัตราค่าครองชีพ (หรืออัตราเงินเฟ้อ) ซึ่งพบว่าคนไทยมากกว่าร้อยละ 80 ยังเก็บเงินออมนี้ไว้ในรูปแบบของการฝากเงินไว้กับธนาคาร และเป็นการฝากเงินแบบออมทรัพย์ ที่ในปัจจุบันได้ดอกเบี้ยต่ำเรี่ยติดดิน โดยสูงกว่าร้อยละ 0 เพียงนิดเดียว ดีขึ้นมาหน่อยคือการฝากประจำที่มีกำหนดระยะเวลาเช่น 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ส่วนเงินออมที่ดีขึ้นมาอีกคือ การฝากเงินไว้กับสหกรณ์ ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ แต่ยังต้องการความรู้ทางการเงินในระดับที่สูงขึ้นไปอีก คือ การลงทุน ซึ่งในปัจจุบันก็มีรูปแบบที่หลากหลายที่จะต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ความรู้อย่างจริงจังและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น