วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทดสอบภาษาอังกฤษก่อนจบดัชนีวัดคุณภาพบัณฑิตและมาตรฐานสถาบัน

การเดินเครื่องปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของ ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์

จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มองเห็นความอ่อนซ้อมในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ประเมินทีไรสะเทือนใจทุกที ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มีมาตรการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษคนไทยในทุกหลักสูตร เฉพาะอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษาโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยให้นักเรียนนักศึกษาไทยสามารถใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าองค์ความรู้ที่เป็นสากล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกต่อไปสาระสำคัญคือ

1) ให้สถาบันอุดมศึกษากำหนดนโยบายและเป้าหมายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในทุกหลักสูตรและทุกระดับการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของนิสิตนักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีความพร้อมทั้งวิชาการ วิชาชีพ และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้งานได้ (Working Knowledge)

2) ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดทำแผนเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายโดยมีตัวชี้วัดและมีการประเมินผลที่ชัดเจน

3) ให้สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่กำหนด

4) ให้สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาการจัดกิจกรรมนอกหลักสูตร กระบวนการ สื่อ และ/หรือสิ่งแวดล้อมที่จะเปิดโอกาสและเสริมแรงจูงใจให้นิสิตนักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง

5) ให้สถาบันอุดมศึกษาพิจารณาจัดให้นิสิตนักศึกษาทุกคนทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษตามแบบทดสอบมาตรฐานระดับอุดมศึกษาที่สถาบันสร้างขึ้น หรือที่เห็นสมควรจะนำมาใช้วัดสมิทธิภาพทางภาษาอังกฤษ (English Proficiency) โดยสามารถเทียบเคียงผลกับ Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) หรือมาตรฐานอื่นเพื่อให้ทราบระดับความสามารถของนิสิตนักศึกษาแต่ละคน และสถาบันอุดมศึกษาอาจพิจารณานำผลการทดสอบความรู้ทางภาษาอังกฤษ บันทึกในใบรับรองผลการศึกษา หรือจัดทำเป็นประกาศนียบัตรให้ โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป

ข้อกำหนดดังกล่าว ถือเป็นอรุณรุ่งแห่งการพัฒนาภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทย เป็นการเปิดม่านให้แสงสว่างผ่านเข้ามา แม้นจะเป็นการออกสตาร์ทที่ค่อนข้างช้าไปหน่อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนทางภาษาอังกฤษมาไม่ต่างกับเราไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียหรือสิงคโปร์ แต่เพราะการเอาจริงของผู้นำประเทศ และการร่วมมือด้วยความเต็มใจของผู้คนในสังคมจึงทำให้ประเทศของเขาล้ำหน้าไปไกล

ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีในดวงใจของชาวสิงคโปร์ เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้านักเรียนทุกคนไม่สามารถฟังและพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วก็เรียกได้ว่าล้าหลังแล้ว ดังนั้นกุญแจของการหลีกเลี่ยงความล้าหลังคือความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ”ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้กำหนดเป็นวิสัยทัศน์สำคัญคราที่ท่านเข้าบริหารประเทศในปี 1959 โดยกำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ (Official Language) ด้วยมองเห็นความได้เปรียบของประชากรที่มีภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร และการเจรจาทางธุรกิจในโลกอนาคต

มาวันนี้สิ่งที่ท่านคาดหวังได้ปรากฏเป็นความจริง เด็กสิงคโปร์มีโอกาสได้สัมผัสภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกเกิด และพวกเขาต่างภาคภูมิใจในความเป็นภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ (Singlish) โดยเน้นไปที่ภาษาพูดมากกว่าที่จะใส่ใจในเรื่องความถูกผิดของตัวภาษา (Grammar) ต่างจากประเทศไทยของเรา มีแต่จะจ้องจับผิด พูดผิดบ้างกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนเป็นเหตุให้คนไทยส่วนมากไม่กล้าพูด เพราะกลัวผิด กลัวถูกเพื่อนและผู้คนบางคนในสังคมไทยหัวเราะเยาะ ถือว่าเป็นค่านิยมที่ผิด อย่าลืมว่าเป้าหมายของภาษาพูดคือการสามารถสื่อสารให้คู่สนทนาเราเข้าใจในสาระที่เราต้องการสื่อ ไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องทุกคำ หรือไม่จำเป็นจะต้องพูดเป็นประโยคยาวเฟื้อย แต่กลับพูดตอบโต้กันเพียงแค่คำ หรือวลีสั้นๆ เท่านั้น ก็เป็นการเพียงพอแล้ว หากคู่สนทนาเราเข้าใจในสิ่งที่เราสื่อออกไป

ประเทศไทย เกาหลี เวียดนาม ให้ความสำคัญกับการเรียนไวยากรณ์ มองภาษาอังกฤษคือตัวภาษา เป็นความรู้ในหลักภาษา (Competence) ให้ความสำคัญที่ความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์กลับมีมุมมองที่ต่างออกไป เขามองภาษาอังกฤษคือทักษะ คือความสามารถในการใช้ภาษา (Performance) พวกเขากลับใส่ใจในเรื่องการฝึกพูดสนทนาในชีวิตประจำวันมากกว่า มองภาษาอังกฤษคือศักยภาพในการสื่อสาร ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องความถูกต้อง แต่เอาความคล่องในการถ่ายทอดความคิดเป็นสำคัญ เขามองว่าสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติเป็นความสำเร็จสำคัญในการศึกษาเรียนรู้

เพื่อตอบสนองนโยบายการทดสอบภาษาอังกฤษว่าที่บัณฑิตทุกคนก่อนจะจบ (English Exit Exam) ของรัฐบาลดังกล่าว หลายมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งเริ่มดำเนินการมาบ้างแล้วโดยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันภาษาในต่างประเทศ ทำ MOU ร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์บัณฑิตให้พร้อมก่อนออกจากรั้วมหาวิทยาลัย กล่าวคือ สถาบันการศึกษาในต่างประเทศทำหน้าที่ออกข้อสอบให้ได้มาตรฐานเพื่อนำมาทดสอบกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยไทย หรือเพื่อความมั่นใจในมาตรฐานการสอบ เราอาจจัดสอบ TOEIC ไปเลย เพราะสถานประกอบการหลายแห่งต่างเรียกร้องว่าที่พนักงานของเขาต้องได้คะแนนโทอิคในระดับ 600 บ้าง 700 บ้าง หรือ 800 และคะแนนนั้นๆ ออกเป็นประกาศนียบัตรแยกต่างหาก เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขา/เธอคนนั้นมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดี ในขณะเดียวกัน ก็เป็นตัวการันตีถึงประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนหรืออาจเป็นเครื่องหมายประจานความอ่อนด้อยในการบริหารจัดการวิชาการของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ก็เป็นได้

การทดสอบดังกล่าวอาจดำเนินการสอบครั้งเดียวในปีสุดท้ายก่อนจบ หรืออาจจัดสอบตั้งแต่เริ่มเข้าปี 1 หากใครสอบไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ กำหนด ก็ให้สอบใหม่ แต่ระหว่างทางก่อนการจัดสอบแต่ละครั้ง จะมีการจัดติวเข้มให้ฟรีโดยนักศึกษารุ่นพี่ที่เก่งๆ หากยังไม่ผ่านในการสอบอีก รอบต่อไปอาจารย์จะติวให้โดยไม่คิดค่าเล่าเรียน แต่หากยังสอบไม่ผ่านอีก รอบต่อไปเก็บตังค์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เขาตั้งใจฝึกฝนและรีบพัฒนาตนให้ผ่านตามกรอบเวลาและเงื่อนไขที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด

โลกยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่โลกแห่งข้อมูลข่าวสาร ตัวครูเองก็ต้องปรับบทจากผู้สอน มาเป็นผู้

กระตุ้นและอำนวยความสะดวก หาแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเอง แนะนำ มิใช่สอนแบบให้ข้อมูลความรู้เหมือนเก่าก่อน เด็กยุคปัจจุบันสามารถทำหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันได้ดี และที่สำคัญคือเบื่อง่าย เราจะมาบรรยายเหมือนเก่าก่อนไม่ได้ การบรรยายจะต้องมีทั้งข้อคิด วีดีโอนำเสนอ ยกตัวอย่างผู้สำเร็จในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้ฝึกฝนให้ได้อย่างไอดอลที่เขานับถือ

ความพยายามคือค่าใช้จ่ายในการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ตามที่เราคาดหวัง แต่นักศึกษาไทยยุคนี้ต่างเป็นโรคกลัวความล้มเหลว ความอดทนบกพร่อง ทำน้อยแต่อยากได้มาก ไม่ทำเลยแต่อยากได้ทั้งหมด ไม่พร้อมที่จะรอคอย อยากเรียนวันนี้ให้เก่งวันนี้ เจ้าแม่ผู้ให้กำเนิดพ่อมดแห่งฮอกวอตส์ “Harry Potter”-เจ เค โรว์ลิ่งได้ให้ข้อคิดหลังจากที่เธอเคยล้มเหลวในชีวิตและครอบครัว สะท้อนผ่านประสบการณ์ตรงของเธอเองว่า “ความล้มเหลว คือโฟมล้างหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการล้างเครื่องสำอางแห่งความฝันและความเชื่อมั่นที่เคลือบอยู่บนใบหน้าของเรา” ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่โดยปราศจากบททดสอบอันหนักคือความล้มเหลวมาก่อน  ทุกคนกว่าจะมาถึงจุดที่คาดหวังได้นั้น ต้องผ่านอุปสรรคใหญ่บ้างน้อยบ้าง แต่ทุกคนต่างอาศัยความขยันและอดทนเป็นกำแพงพิง จนในที่สุดก็สามารถผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่างๆไปได้อย่างภาคภูมิใจ

บุคคลดลใจ (inspiration) หลายท่านกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย เช่นลี กาซิง สมัยที่เขาทำงานเป็นพนักงานขายสินค้าตามบ้าน เขาต้องทำงานวันละ 10 ชั่วโมง  ในช่วงเวลาว่างสั้นๆ เขาจะหยิบเอาสมุดคำศัพท์ภาษาอังกฤษออกมาท่องจำอยู่เสมอ หลังเลิกงานกลับมาที่บ้าน เขาจะนั่งอ่านหนังสือเรียนรู้ด้วยตนเอง มาวันนี้ ผลแห่งความเพียรพยายามของเขาผลักดันให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเอเชีย

อีกหนึ่งไอดอล คือ หลี่ซินเฉิง เจ้าของบริษัท IOI Group เจ้าของกิจการโรงกลั่นน้ำมันปาล์มราย

ใหญ่ระดับโลกในประเทศมาเลเซีย ถูกบริษัทต่างๆ ปฏิเสธให้เข้าร่วมงานเนื่องเพราะความอ่อนด้อยในการใช้ภาษาอังกฤษ  มาวันหนึ่งเขาไปสมัครงานในบริษัท Dunlop Estateจากยุโรป แต่เจ้าของกิจการต้องส่ายหน้าให้กับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของเขา และปฏิเสธเขาไปอย่างไม่มีเยื่อใย เมื่อโอกาสปิดประตูใส่หน้าเขา เขากลับไปพัฒนาตนเอง ทั้งทักษะการงาน การบริหาร การเงินและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ จนเมื่อเขามีเงินทุนเพียงพอ เขาย้อนกลับมาซื้อกิจการของบริษัทนี้อย่างสุขใจ

ทุกองค์กรต่างตื่นตัวถึงศักยภาพในการใช้ภาษาอังกฤษ อันเป็นผลมาจากแรงบีบของ AECแต่ละ

บริษัทต่างเอาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษมาเป็นตัวสแกน สกรีน และสกัด เพื่อคัดกรองเอาว่าที่คนงานของเขาให้ได้คุณภาพมากที่สุด

ดังนั้น ทดสอบภาษาอังกฤษก่อนจบ ถือเป็นยาดี ยาแรง แม้นเมื่อกินแล้วจะรู้สึกขมปากแต่มันเป็นประโยชน์สำหรับคนไข้นะคะ...!

 ------------------------

ผศ.รอ.หญิง จุฑามาศ สุคนธา

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม