วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องมุ่งแก้ความเหลื่อมล้ำ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(สศช.) ได้จัดประชุมประจำปีเสร็จสิ้นไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นการรายงานและทิศทาง เกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12(2560-2564) ซึ่งถือเป็นพิมพ์เขียวในการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ที่หน่วยงานของภาครัฐจะดำเนินการ แต่ในแผนฯฉบับที่ 12 มีความต่างจากแผนฯฉบับอื่น ตรงที่อยู่ในยุคของการปฏิรูปโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงทำให้แผนฯฉบับที่ 12 แยกไม่ออกจากยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปี

หากใครที่ติดตามทั้งแผนฯฉบับที่ 12  และยุทธศาสตร์ชาติของคสช. จะเห็นว่ามีความเหมือนกันหลายประการ โดยเฉพาะการวางแผนเพื่อยกระดับการพัฒนาของประเทศ ในด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งหวังว่าจะช่วยยกระดับรายได้ของประเทศให้ก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ เพราะหากเราไม่สามารถทำได้หรือไม่เริ่มต้นการพัฒนาประเทศไปสู่ยุคใหม่ ก็อาจจะเกิดปัญหาหลายด้านในอนาคตอันใกล้นี้

ประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันอย่างมาก ถึงความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ คือสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงอายุ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก หากไม่เตรียมแผนไว้รองรับก็จะเกิดปัญหามากมายในอนาคต โดยสศช.ประเมินว่าผู้สูงอายุของสังคมไทยจะเพิ่มจาก  10.3 ล้านคนหรือราว 16.2% ในปี 2558  เพิ่มเป็น 20.5 ล้านคน หรือ 32.1% ในปี 2583  โดยสิ่งที่จะตามมาคือค่าใช้จ่ายเรื่องการดำรงชีพและการดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีรายได้เพียงพอ

แต่ประเด็นที่ใหญ่ยิ่งกว่าเรื่องสังคมผู้สูงอายุ คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ซึ่งอาจถือเป็นรากเง้าของหลายๆปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคม ดังที่คนไทยประสบมาแล้วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เมื่อปัญหาความเหลื่อมล้ำได้กลายเป็นปัญหาการเมืองระดับประเทศ และยังเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา แต่ดูหมือนว่าปัญหาที่หมักหมมมานานเป็นเรื่องยากมากในการแก้ไข แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเมื่อระดับรัฐบาลเริ่มตระหนักว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

จากรายงานของสศช.ระบุว่า “สถานการณ์ความยากจนมีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้และระหว่างกลุ่มคนสัดส่วนคนจนลดลงอย่างต่อเนื่องจาก  42% ในปี 2543 เหลือ 10.9% ในปี 2556 แต่ความยากขนยังกระจุกตัวหนาแน่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ขณะที่ความเหลื่อมล้ำรายได้มีแนวโน้มดีขึ้นเล็กน้อย” และ “ความแตกต่างของรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวบที่สุดกับกลุ่มคนจนที่สุด แตกต่างกันถึง 34.9 เท่าในปี 2556”

ขณะนี้ประเด็นความเหลื่อมล้ำกำลังเป็นเรื่องใหญ่ในศตวรรษที่  21 ไม่เพียงอยู่ในขอบเขตของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความเหลื่อมล้ำในระดับโลก เพราะเริ่มตระหนักว่าความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่วนหนึ่งจากความไม่พอใจต่อปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นนี้เอง และสวนทางกับกระแสการพัฒนาสังคมสมัยใหม่ที่มุ่งสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้น นั่นอาจชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาให้เกิดความทันสมัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ และจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องทางสังคมคู่ขนานไปด้วย

แน่นอนว่าเราเห็นความพยายามแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล และตระหนักดีว่าเป็นเรื่องแก้ไขได้ยาก แต่เราก็เห็นว่านโยบายด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังเร่งทำกันอยู่ขณะนี้ รัฐบาลสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่นโยบายลดความเหลื่อมล้ำเป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งหากมีการประเมินอย่างถูกต้องว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำจะเป็นภัยคุกคามใหม่ที่เกิดขึ้น เราเห็นว่าหากไม่รีบแก้ไข ในที่สุดสุดแล้วปัญหานี้ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมในอนาคต