วันก่อน เด็กนักศึกษาถามผมว่า
อีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อพวกเขาจบมหาวิทยาลัยแล้ว โลกของการทำงานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ผมบอกพวกเขาว่า “โลกเริ่มเปลี่ยนตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พรุ่งนี้ก็จะเปลี่ยนอีก อีก 5 ปีข้างหน้ายิ่งจะเกิดความปั่นป่วนไม่มีที่สิ้นสุด”
ผมให้เด็กรุ่นใหม่ดูตารางนี้ ที่บางสำนักในต่างประเทศ เริ่มจะบอกว่านี่คือเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลก
สิบปีก่อน ตำแหน่งงานต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่มี แต่อีก 3-5 ปีเทคโนโลยีต่อไปนี้จะกำหนดวิถีชีวิตของคนทั้งโลก รวมทั้งคนไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และนี่คือ “ทักษะ” 10 อย่างที่เปลี่ยนไปจากวันนี้ถึง 5 ปีข้างหน้า
ทักษะที่ว่านี้เป็นเรื่องของการฝึกฝนให้วิเคราะห์เองเป็น สร้างนวัตกรรมได้เอง อีกทั้งยังต้องสร้างความสามารถในการเจรจาต่อรองและมี “ความมั่นคงทางอารมณ์” ที่สามารถนำพาตัวเองเข้าสู่อาชีพอันพึงประสงค์ได้
นักศึกษาบางคนขอให้แปลให้ฟังเป็นภาษาไทย ผมบอกว่านี่ก็แสดงให้เห็นว่า คนยุคนี้ไม่พร้อมจะปรับตัวให้ทัน กับความเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้าแล้ว
ผมบอกให้ขวนขวายไปแปลเอง เพราะต่อไปนี้จะไม่มีใครมา “ป้อนความรู้ใส่ปาก” ให้อีก
คนรุ่นใหม่หลายคนยังนึกว่า นอกจากครูและผู้ปกครองจะต้อง “ป้อนใส่ปาก” ให้แล้ว ยังจะต้อง “เคี้ยวและกลืนแทน” ให้ด้วย
นี่คือที่มาของความไม่สามารถจะแข่งขันกับใครได้เลยของคนรุ่นใหม่ไทย
ถ้าฟังคำพยากรณ์ของผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยี ว่าจะเกิดอะไรกับอนาคตที่จะกระทบทุกวงการด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะต้องเป็นห่วงว่าเราจะสามารถสร้างคนไทย ที่พร้อมจะตั้งรับและรุกต่อในวันข้างหน้าได้มากน้อยเพียงใด
เพราะอาชีพที่มีอยู่ปัจจุบันจะหายไปไม่น้อย
อาชีพใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องการความรู้ความสามารถ ที่ไม่ได้สอนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัยของไทยเราแต่อย่างไร
ยิ่งคุณภาพของระบบการศึกษาของเรา เป็นปัญหาอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าคนที่เราผลิตจากระบบปัจจุบัน จะสามารถก้าวสู่สังคม “ประเทศไทย 4.0” อย่างที่รัฐบาลพยายามจะกำหนดให้เกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
พรุ่งนี้ลองฟังกูรูด้านเทคโนโลยีทำนายทายทัก ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของการทำงานในวันข้างหน้าดู ก็จะรู้ว่าเรากำลังเดินเข้าสู่โลกแห่งความปั่นป่วน (The Big Disruption) อย่างรุนแรงเพียงใด






