วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจโลกหลังประชามติอียู

วันนี้ก็สามอาทิตย์หลังประชามติชาวอังกฤษที่ส่วนใหญ่ต้องการให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

พอผลประชามติออกตลาดการเงินก็ปรับตัวรุนแรง เพราะไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน เงินปอนด์อ่อนค่าลงมากทันที ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดเริ่มมีเสถียรภาพ ค่าเงินปอนด์เคลื่อนไหวเป็นสองทาง มีอ่อนค่า มีแข็งค่าตามภาวะตลาด พูดได้ว่าตลาดการเงินได้ปรับตัวเรียบร้อยแล้วกับข่าวที่ออกมา และสามารถปรับตัวได้อย่างน่าพอใจ ไม่มีเหตุการณ์ถล่มถลายหรือฟ้ารั่วเหมือนที่เคยคาดเดากัน

การปรับตัวของตลาดการเงิน ถ้ามองกลับไปดูจะเกิดขึ้นผ่านสามช่องทางหลัก

ทางแรก คือ ค่าเงินปอนด์อ่อนลงเทียบกับทุกสกุล เพราะนักลงทุนขายทิ้งสินทรัพย์ในสกุลเงินปอนด์ที่มองว่าไม่ปลอดภัยเข้าสู่เงินสกุลอื่น เช่น เงินดอลลาร์หรือเยน ในช่วงต่ำสุดเงินปอนด์อ่อนค่าไปมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันกลับมาที่ 13 เปอร์เซ็นต์จากระดับก่อนประชามติ

ช่องทางที่สอง คือ ตลาดพันธบัตรที่นักลงทุนทิ้งพันธบัตรในเงินสกุลปอนด์เข้าถือครองพันธบัตรในทรัพย์สินที่ดูจะปลอดภัยกว่าแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาลเยอรมัน ที่ความต้องการถือสูงขึ้นทันที ผลักให้ราคาพันธบัตรของเยอรมันปรับสูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนลดลงจนบางรุ่นลงไปเป็นอัตราดอกเบี้ยติดลบ

สาม คือ ตลาดหุ้นที่นักลงทุนขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อังกฤษและเข้าถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ แทน เช่น สหรัฐ ที่น่าสนใจคือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในตลาดอังกฤษ ที่แต่เดิมนักลงทุนเข้าซื้อกันมาก เพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์อังกฤษมีแต่จะขึ้นจากที่ผู้ที่สนใจซื้อที่อยู่อาศัยในยุโรปทั้งบ้านพักและสำนักงาน ส่วนใหญ่จะเลือกไปซื้อที่อังกฤษ เพราะน่าอยู่ เข้าออกยุโรปสะดวกเพราะเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป และมีโอกาสได้กำไรจากราคาบ้านที่ตลาดเป็นขาขึ้น ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในอังกฤษที่มีมาก โดยเฉพาะจากนักธุรกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ จนพูดกันว่ากรุงลอนดอนได้กลายเป็นเมืองหลวงของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ไปแล้ว

หลังผลประชามติ ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษเริ่มถูกกดดัน เพราะการเข้าออกจากอังกฤษไปประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปอาจไม่สะดวกเหมือนก่อน คือ อาจต้องมีวีซ่าในอนาคต ทำให้คนจึงต้องการเปลี่ยนไปอยู่ประเทศอื่นในยุโรปแทน ราคาบ้านในอังกฤษจึงถูกกระทบ นักลงทุนที่ลงทุนไว้ในกองทุนอสังหาฯ ที่อังกฤษก็เริ่มถอนการลงทุน กดดันให้ราคาบ้านในอังกฤษเริ่มต่ำลง

การปรับตัวในตลาดการเงินที่เกิดขึ้นนี้เห็นได้ว่าเกิดขึ้นในทุกราคาที่สำคัญ คือ อัตราการแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และราคาหุ้นและทรัพย์สิน คำถามตามมาคือ แล้วเศรษฐกิจอังกฤษจะเป็นอย่างไรและเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรจากการปรับตัวที่กำลังเกิดขึ้น

เมื่อตลาดการเงินกลับมามีเสถียรภาพ จากนี้ไปก็จะเป็นการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งจะกระทบทั้งเศรษฐกิจอังกฤษและเศรษฐกิจโลก ประเด็นหลักในเรื่องนี้ก็คือ การลงทุนของคนในอังกฤษ และของนักลงทุนต่างชาติจะหยุดชะงัก มีการชะลอโครงการหรือถอนเงินกลับ เพราะไม่มั่นใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจอังกฤษ และความสัมพันธ์ทางการค้าที่จะมีกับสหภาพยุโรปต่อไปว่าข้อตกลงใหม่จะออกมาอย่างไร ขณะเดียวกันนักธุรกิจก็เริ่มพูดถึงการย้ายฐานการผลิตออกจากอังกฤษเข้าสู่ประเทศอื่นในยุโรปแทน เพื่อรักษาความได้เปรียบจากสิทธิประโยชน์และภาษีที่ได้จากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป รวมอัตราค่าจ้างแรงงานที่จะต่ำกว่าอังกฤษ เพราะอังกฤษจะไม่มีแรงงานต่างประเทศราคาถูกเหมือนเดิม สิ่งเหล่านี้กระทบการลงทุน รายได้ และการจ้างงานในอังกฤษ

ล่าสุด การใช้จ่ายของผู้บริโภคในอังกฤษเริ่มชะลอ เพราะรายได้ชะลอ เพราะราคาสินค้าที่แพงขึ้นจากผลของเงินปอนด์ที่อ่อนค่า และจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง เพื่อนของผู้เขียนที่อยู่อังกฤษบอกผู้เขียนชัดเจนว่าความรู้สึกคนอังกฤษขณะนี้ คือ เราตอนนี้จนลง (We are now poorer) อย่างไรก็ตาม เงินปอนด์ที่อ่อนลงควรช่วยกระตุ้นการส่งออกของอังกฤษไปสหภาพยุโรปและต่างประเทศได้บ้าง และการท่องเที่ยวก็ควรได้ประโยชน์จากค่าเงินปอนด์ที่อ่อนลง แต่สุทธิแล้วเศรษฐกิจอังกฤษก็คงชะลอลงจากเดิมแน่นอน

จากเศรษฐกิจที่อ่อนลงนี้ มีข่าวว่า ธนาคารกลางอังกฤษพร้อมลดอัตราดอกเบี้ยและเพิ่มการอัดฉีดสภาพคล่องโดยมาตรการคิวอี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐมนตรีการคลังอังกฤษก็พร้อมจะลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ต่ำกว่าระดับ 15 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสร้างแรงจูงใจไม่ให้บริษัทย้ายฐานธุรกิจออกจากสหราชอาณาจักร พร้อมจะปรับแผนงบประมาณใหม่ จากเดิมที่มีเป้าให้เป็นงบเกินดุลในปี 2020 มาเป็นการทำงบขาดดุลแทน

แนวโน้มการชะลอตัวดังกล่าว ทำให้ไอเอ็มเอฟล่าสุดได้ปรับลดประมาณอัตราการขยายตัวของอังกฤษและกลุ่มสหภาพยุโรปลง และมองว่าการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจจริงคงเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงสองปีข้างหน้า ทำให้ทั้งเศรษฐกิจอังกฤษและเศรษฐกิจสภาพยุโรปชะลอตัว โดยสหภาพยุโรปประมาณว่าจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.6 ปีนี้ และ 1.7 ปีหน้า

สำหรับผลต่อเศรษฐกิจโลก ธนาคารบาร์เคลย์ของอังกฤษได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงครึ่งเปอร์เซ็นต์ และเศรษฐกิจสหภาพยุโรปลง 1.1 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 0.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าของไอเอ็มเอฟมาก ชี้ว่าประชามติออกจากอียูของอังกฤษจะส่งผลทางลบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างน้อยอีกสองปี แต่ขนาดของผลกระทบยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน

 แต่สองปัจจัยที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจโลกจากนี้ไปคือ การฟื้นตัวของสหรัฐและจีน เศรษฐกิจจีนไตรมาสขยายตัวลดลงเพียงร้อยละ 6.6 ขณะที่ตัวเลขการมีงานทำสหรัฐในเดือนมิถุนายนดีกว่าที่ตลาดคาดมาก คือ เพิ่มขึ้น 280,000 ตำแหน่ง เทียบกับตัวเลขประมาณ 100,000 ตำแหน่งที่ตลาดคาดการณ์ ข่าวนี้ทำให้มีความรู้สึกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐโดยพื้นฐานแล้วเข้มแข็ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นพร้อมคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกในปีนี้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะกดดันเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ มากขึ้น

โดยสรุปเศรษฐกิจโลกมีความไม่ชัดเจนและความไม่แน่นอนมากขึ้นหลังประชามติอียู ขณะที่การอ่อนตัวของเศรษฐกิจในยุโรปและจีน และโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในปีนี้ จะเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลัง ดูแล้วเศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลังคงจะแย่กว่าช่วงครึ่งปีแรก