วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับมือกันแบบระยะยาว

แม้ผ่านพ้นการลงประชามติ ของอังกฤษมาแล้วเกือบเดือน

 แต่ผลพวงของ“เบร็กซิท” หรือการที่อังกฤษลงประชามติถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ยังไม่สิ้นสุด แถมยังทำท่าจะดำเนินไปในระยะยาว เพราะอังกฤษเพิ่งได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งถือเป็นคณะที่ต้องรับงานหนักในแง่ของการนำพาประเทศออกจากสหภาพยุโรป อันเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา และในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ก็ได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีดูแลเฉพาะกิจการการถอนตัวด้วย

หากพิจารณากันอย่างจริงจังแล้ว การถอนตัวถือเป็นเรื่องหนึ่ง และนับจนถึงขณะนี้ อังกฤษก็ยังไม่ได้ใช้มาตรา 50 เพื่อถอนตัวเลย โดยผู้นำคนใหม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่รีบร้อนในเรื่องนี้ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือการรักษาหรือเสริมสร้างสถานภาพของอังกฤษในด้านต่างๆ หลัง“เบร็กซิท” อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะชี้ชะตาอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อกรุงลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก และอุตสาหกรรมการเงินในกรุงลอนดอนมีการจ้างงานพนักงานจำนวนมาก จนมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่รักษาสถานภาพนี้ไว้ให้ได้หลังการถอนตัว

ความไม่แน่นอนมากมายที่รออยู่เบื้องหน้า ทำให้“เบร็กซิท” ถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่มแรงกดดันขาลงสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก อันส่งผลกระทบไปถึงหลายประเทศ รวมถึงมาเลเซียที่ธนาคารกลางมองเห็นเมฆหมอกกำลังก่อตัวมากขึ้น เหนือเศรษฐกิจโลกหลัง“เบร็กซิท” และได้เคลื่อนไหวแบบนอกเหนือการคาดหมายของตลาด ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี หวังประคองประเทศให้อยู่บนเส้นทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวนี้เป็นเหมือนการป้องกันไว้ก่อนเพื่อรับมือผลกระทบจากภายนอก ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณของการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยไม่ก่อให้เกิดฟองสบู่สินทรัพย์

มาเลเซียมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียอาคเนย์ และเศรษฐกิจชะลอตัวลงมา 5 ไตรมาสแล้ว สืบเนื่องจากราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ทรุดตัว เมื่อต้นปีนี้มาเลเซียเพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 4-4.5% จาก 4-5% แต่สภาพทางการเงินในขณะนี้มีเสถียรภาพ และความเสี่ยงของความไม่สมดุลทางการเงิน ลดน้อยลงไป การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้จึงน่าจะเป็นการฉกฉวยโอกาสในช่วงที่ดอลลาร์กำลังอ่อนค่า ประกอบกับไม่มีกระแสวิตกมากนักเกี่ยวกับกระแสทุนไหลออก

นอกจากมาเลเซียแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างสิงคโปร์ก็มีการขยายตัวในระดับไม่สูงนัก โดยขยายตัวเพียง 0.8% ช่วงไตรมาส 2 สืบเนื่องจากผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมยังตกอยู่ใต้แรงกดดัน ภาวการณ์ดังกล่าวทำให้มีการคาดหมายว่าธนาคารกลางหรือกรมการเงินสิงคโปร์จะต้องดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม หลังจากได้เคลื่อนไหวไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่เพิ่งผ่านมาเพื่อรับมือการชะลอตัวของจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์

เกาหลีใต้เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เคลื่อนไหวมาตลอด เพื่อรับมือสภาพเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา ล่าสุดธนาคารกลางเกาหลีใต้ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจเหลือ 2.7% ปีนี้ หลังจากเมื่อ 3 เดือนก่อนเพิ่งปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ พร้อมตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 1.25% ซึ่งหลังจากประเทศต่างๆ เคลื่อนไหวเพื่อรับมือผลกระทบและความไม่แน่นอน อันมีประเด็น“เบร็กซิท” เพิ่มเติมเข้ามาล่าสุดนั้น ในส่วนของไทยก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดวางแนวทางไว้รับมือ และบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ดีเช่นกัน