พอเกิดกรณี Brexit ช็อกโลกที่อังกฤษ
ก็มีคนวิเคราะห์ว่าหากแนวโน้มเช่นนี้ระบาดไปสหรัฐ การเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันปลายปีนี้ก็อาจมีผล “ช็อกโลก” ได้เหมือนกัน
นั่นคือพลังขวาตกขอบ ชาตินิยมสุดขั้วและอารมณ์ “ตัวใครตัวมัน” เป็นสาเหตุสำคัญที่การลงประชามติ ที่สหราชอาณาจักรออกผลมาว่า ฝ่ายที่ต้องการผละจากสหภาพยุโรปชนะฝ่ายให้อยู่ต่อไป
มีคนที่อเมริกากลัวว่าแนวทางอย่างนี้แหละที่ โดนัล ทรัมป์ แห่งพรรครีพับบลิกันใช้หาเสียง สร้างกระแสขึ้นมาเหมือนกับที่มีผลต่อการลงประชามติในอังกฤษ
เพราะทรัมป์ก็ใช้นโยบาย “America First” สร้างความนิยมในหมู่คนอเมริกัน ที่คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง ก่อนที่จะมองภาพใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศ
หากเป็นเช่นนั้นจริง โอกาสที่ทรัมป์จะชนะเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐก็อาจจะไม่ได้เป็น “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” อย่างที่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยคิดอยู่
เพราะก่อนการลงประชามติที่อังกฤษ คนส่วนใหญ่ก็ยังอยากจะเชื่อว่า การที่อังกฤษจะฉีกตัวออกจากอียูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
แต่มันก็เกิดขึ้นจริง
ทรัมป์ปลุกกระแสต่อต้านคนต่างชาติ และผู้ลี้ภัยในหมู่คนอเมริกันได้ในระดับหนึ่ง ไม่ต่างกับที่ฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษออกจากอียู ได้พยายามยกเอาเรื่องนี้เป็นประเด็นหลัก ในการรณรงค์ให้คนลงคะแนน Leave แทนที่จะ Remain
และที่อังกฤษ การสร้างอารมณ์อย่างนั้นก็ได้ผลจริงๆ เสียด้วย เพราะปัญหาเศรษฐกิจและความกลัวการก่อการร้าย ได้ทำให้การปลุกความรู้สึกต่อต้านคนต่างถิ่น กลายเป็นเรื่องที่น่าเชื่อและเป็นวาระแห่งชาติอันดับต้นๆ ในความรู้สึกของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงได้จริงๆ
แต่นักวิเคราะห์การเมืองที่อเมริกาบางสำนักบอกว่า Brexit ไม่น่าจะมีผลต่อการเลือกตั้งผู้จะเข้าไปบริหารทำเนียบขาวที่สหรัฐ เพราะระบบการเลือกประธานาธิบดีของอเมริกา ต่างกับการลงประชามติของอังกฤษ
ระบบสหรัฐใช้ระบบ “คณะตัวแทน” หรือ electoral college จากรัฐต่างๆ ซึ่งถึงวันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าอยู่ข้างฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครตมากกว่าทรัมป์ของพรรครีพับบลิกัน
รัฐใหญ่ๆ ที่มีประชากรที่ไม่ใช่คนผิวขาวจำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เอาด้วยกับตัวแทนพรรครีพับบลิกัน ที่เข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีมาไม่น้อยกว่า 30 ปี
ที่น่าสนใจคือรัฐใหญ่ๆ เช่นแคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ก นิวเจอร์ซี่ อิลลินอยส์และเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่ผิวขาวมาก ได้เทคะแนนเสียงให้พรรคเดโมแครตมาไม่น้อยกว่า 24 ปีแล้ว
ดังนั้นความกลัวว่าจะเกิด “การลุกฮือของขวาตกขอบ” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีมะกันครั้งนี้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ระหว่างนี้ถึงวันที่ 8 พ.ย.เท่านั้นเอง
ทรัมป์เองเสียเปรียบฮิลลารี คลินตัน ในกลุ่มคนที่ไม่ใช่ผิวขาว คนเรียนจบมหาวิทยาลัยและผู้หญิง ที่ไม่ยอมเล่นด้วยกับนโยบายแข็งกร้าวของเขาต่อผู้อพยพ และต่างด้าวรวมถึงแนวทางของเขาต่อผู้หญิงและชนกลุ่มน้อย
ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่าง Brexit กับการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐ คืออย่างแรกเป็นการลงคะแนนเสียงในประเด็นยุโรปทั้งหมด ซึ่งง่ายต่อการสร้างกระแสต่อต้านในสายตาคนอังกฤษ แต่ในกรณีสหรัฐการหย่อนบัตรครั้งนี้ จะเป็นการเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอาตัวบุคคลอย่างทรัมป์หรือฮิลลารี คลินตัน
แต่กระนั้นผมก็ยังเชื่อว่าสถานการณ์ของสหรัฐ จากนี้ถึงวันเลือกตั้งยังวางใจไม่ได้ เพราะไม่ช้าไม่นานมานี้เอง ไม่มีใครเชื่อว่าคนชื่อทรัมป์จะได้ความนิยมชมชอบ จากคนเดินถนนในอเมริกาได้มากมายเพียงนี้
แต่ “ปรากฏการณ์ทรัมป์” ก็ระเบิดขึ้นเหนือความคาดหมายของผู้คนเกือบทุกฝ่าย
ดังนั้น กระแส “ตัวกูของกู” ที่เกิดในอังกฤษก็อาจซ้ำรอยในอเมริกาได้
อย่าได้ไว้ใจอะไรในเรื่องการเมืองเป็นอันขาด!






