ปฐมบทแห่งมหากาพย์การลงทุน
ผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ย่อมมีเหตุและผลเป็นไปตามกลไกของหลักเศรษฐศาสตร์ บนพื้นฐานที่ว่าแรงจูงใจ สร้างให้เกิดความต้องการซื้อ หรือ ขาย ดังนั้นจึงเป็นที่มา ที่เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับเอาข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมด มาประเมินหาแรงจูงใจในตลาดหุ้น
บทความนี้อ้างอิงข้อมูลจาก“ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์บัวหลวง” และพันธมิตรหลักทรัพย์บัวหลวง “Morgan Stanley” เรียบเรียงผ่านมุมมองประสบการณ์โดยตรงของผม ขอให้ผู้อ่านรับทราบข้อมูลนี้เป็นไปเพื่อการพัฒนาและต่อยอดความคิดเท่านั้น เป้าหมายคือส่งเสริมให้เกิดการออมการกระจายความมั่งคั่งสู่สังคมวงกว้าง โดย Disclaimers ให้อ้างอิงจากรายงานของหลักทรัพย์บัวหลวง และ Morgan Stanley
แนวโน้มตลาดหุ้น...การสะท้อนภาวะเศรษฐกิจจริงไปก่อนล่วงหน้า: โดยประสบการณ์การให้คำแนะนำการลงทุนหุ้น ผมจะพิจารณาปัจจัยที่มีแนวโน้มส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น แนวโน้มเศรษฐกิจ, จิตวิทยาตลาดซึ่งตรวจสอบย้อนหลังได้ผ่าน เครื่องมือทางเทคนิค เงินทุนไหลเข้าออก, ด้านปัจจัยพื้นฐานบริษัท การอ่านงบการเงิน แนวโน้มอุตสาหกรรม ฯลฯ สิ่งสำคัญในการเลือกหุ้นลงทุน คือการใช้ข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการประมวลผล และทำให้เกิดการต่อยอด พยายามคาดการณ์ล่วงหน้าว่าผลที่จะตามมาจากเหตุนี้ คืออะไร
ยกตัวอย่างหนึ่งเมื่อหุ้นเริ่มเป็นขาขึ้น ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้น อ้างอิงเมื่อต้นปี 2559 Morgan Stanley ออกรายงานมองภาพรวมเศรษฐกิจโลก กำลังผ่านพ้นจุดต่ำสุด และปัจจัยดังกล่าว ก็เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน จนสามารถขับเคลื่อนตลาดหุ้น และ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ให้ทะยานขึ้น หลังจากปรับฐานลงแรงในปี 2558 ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2558
“If a recession is imminent, it might be priced in”
PMIs and recessions: The median PMI drawdown lasts 14 months, and we are already 14 months in from the peak. Just about half the PMI drawdowns lead to a recession within 18 months from the PMI peak. If there is a recession, we are likely very close to or already in it.
Bulk of price drawdowns may be behind us: Equity performance is quite differentiated based on whether a recession follows a PMI drawdown or not. The current market decline bottomed at same level as the median PMI drawdown followed by recession. (ที่มา Morgan Stanley Research)
สัญญาณบ่งชี้การลงทุน... เมื่อนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทยแล้วต้องเลือกหุ้นตัวไหน : คำถามต่อมาคือ แล้วจะเลือกลงทุนหุ้นตัวไหนดีเพื่อจะเล่นรอบให้ทันไปกับกระแส ผมขอยกตัวอย่าง พร้อมทั้งคาดการณ์แนวโน้มกระแสการลงทุนในรอบนี้ของนักลงทุนต่างชาติ 2 ประเด็นด้วยกันคือ (1) กลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่เริ่มลงตามมุมมองของ Morgan Stanley โดยในรายงานระบุถึง กลุ่มโรงกลั่นที่จะได้ประโยชน์ “Morgan Stanley กล่าวถึงค่าการกลั่น GRM Singapore complex ที่ขยับขึ้นเป็น 5.7 ดอลลาร์ (สัปดาห์ปลายเดือน มิย. ถึงต้นเดือน กค.) โดยขึ้นแรงจาก Bottom ที่ 4.8 ดอลลาร์ ซึ่งปัจจัยหนุนมาจากการลดกำลังการผลิตในแถบชายฝั่งตะวันออกของจีน (China teapot refineries) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเหลือ 44.4% จาก 47.8% เพื่อปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ค่าการกลั่นภูมิภาคนี้พุ่งขึ้น 13% จากสัปดาห์ที่แล้วโดยเฉลี่ย” ผมจึงคาดว่าสปอตไลท์ในการลงทุนรอบนี้จะฉายไปยังกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรง
(2) Morgan Stanley ยังได้แนะนำให้ ผู้จัดการกองทุนลดพอร์ตพันธบัตร เนื่องจากผลตอบแทนมีแนวโน้มจะลดลง และให้เปลี่ยนเข้าลงทุนในหุ้นปันผล และ กลุ่ม Utilities แทน โดยหุ้นเชื่อมโยง ที่ฝ่ายวิจัยบัวหลวงแนะนำ ได้แก่ หุ้นโรงไฟฟ้าทั้ง Renewable และ Conventional ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จาก Bond yield ขึ้น หากเกิดกระแสการลดน้ำหนักพันธบัตรออกจริง ได้แก่ ประกันชีวิต เป็นต้น
ผมจะพยายามนำเสนอแนวความคิด และหาข้อมูล เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนในโอกาสต่อไป ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ






