วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เศรษฐีเอเชียแปซิฟิกมีจำนวนแซงหน้าเศรษฐีอเมริกาเหนือ

ทุกปีดิฉันจะนำรายงานการวิจัยผู้มีความมั่งคั่งสูงที่จัดทำโดย Capgemini มาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบ

ในปีนี้ก็เช่นกันค่ะ รายงาน World Wealth Report ของปี 2559 ที่เผยแพร่ในปลายเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ในบรรดาเศรษฐีที่มีความมั่งคั่งสูงกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกจำนวน 15.4 ล้านคน มีความมั่งคั่งรวมกัน 58.7 ล้านล้านดอลลาร์นั้น

เป็นผู้อยู่ในเอเชียแปซิฟิกมากเป็นอันดับหนึ่งคือ 5.1 ล้านคน มีความมั่งคั่งรวม 17.4 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมาจากปีก่อน 4 แสนคน แซงหน้าทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีจำนวนเศรษฐี 4.8 ล้านคน และมีความมั่งคั่งรวมกัน 16.6 ล้านดอลลาร์ ไปเรียบร้อยแล้ว

ถัดมาคือเศรษฐีในยุโรปซึ่งมีจำนวน 4.2 ล้านคน มีความมั่งคั่งรวมกัน 13.6 ล้านล้านดอลลาร์ ตะวันออกกลาง มีเศรษฐี 6 แสนคน มีความมั่งคั่งรวม 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ละตินอเมริกา 5 แสนคน ความมั่งคั่งรวม 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ และอัฟริกา 2 แสนคน ความมั่งคั่งรวม 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
ประเทศที่มีจำนวนเศรษฐีมากที่สุดสี่อันดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา 4.56 ล้านคน ญี่ปุ่น 2.72 ล้านคน เยอรมนี 1.2 ล้านคน และจีน 1 ล้านคน (เพิ่มจาก 0.89 ล้านคนในปีที่แล้ว)

เศรษฐีเหล่านี้ลงทุนอะไร ในปี 2558 เศรษฐีเหล่านี้ ลงทุนเฉลี่ยในหุ้นทุน 24.8% เงินสดเงินฝาก 23.5% ตราสารหนี้ 18% อสังหาริมทรัพย์ 17.9% และการลงทุนทางเลือก 15.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีการลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทุน 2% ลดเงินสดลง 2.1% และเพิ่มในการลงทุนทางเลือก 2.7% เพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ 1.1% และเพิ่มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 0.3%

ในปีนี้รายงานได้เจาะลึกถามถึงช่องทางในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆเหล่านี้ ซึ่งพบว่า เศรษฐีทั่วโลก ลงทุนโดยซื้อหุ้นรายตัว 38.3% ลงทุนผ่านกองทุนรวม 31% ผ่านกองทุนตลาดรองหรือ ETF 18.2% และ ลงในช่องทางอื่น 14%

แต่มีข้อสังเกตว่าเศรษฐีเอเชียแปซิฟิก จะมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นรายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก คือ ลงทุนหุ้นรายตัว 43.9% ลงผ่านกองทุนรวม 24.6% ลงทุนผ่าน ETF 20.1% และผ่านช่องทางอื่น 11.3%

เศรษฐีเหล่านี้มีการจัดพอร์ตไปลงทุนในต่างประเทศด้วยค่ะ โดยลงทุนเฉลี่ย 53.9%ของพอร์ต ไล่จากมากที่สุดคือ เอเชียแปซิฟิก 67.8% ละตินอเมริกามีการลงทุนนอกประเทศ 60.3% ของพอร์ต ตะวันออกกลางและอัฟริกาเหนือ 59.6% อเมริกาเหนือ 53.3% ยุโรป 49.7% และญี่ปุ่นลงทุนต่างประเทศน้อยที่สุด คือลงในสัดส่วนเพียง 46.2%ของพอร์ตเท่านั้น

เหตุผลหลักของการจัดสรรเงินไปลงทุนต่างประเทศคือ มีโอกาสการลงทุนเฉพาะเจาะจงในต่างประเทศ เป็นการกระจายการลงทุนจากตลาดในบ้านของตัวเอง และเป็นห่วงหรือกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ภาวะตลาด ในบ้านของตัวเอง

รายงานนี้ยังมองว่า ธุรกิจที่จะทำให้เกิดเศรษฐีเพิ่มขึ้นจากนี้ไปจนถึงปี 2568 หรือใน 10 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นธุรกิจบริการการเงิน เทคโนโลยีชั้นสูง รวมถึงเทคโนโลยีการเงินหรือ FinTech และธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ โดยประเทศที่จะมีการเติบโตของเศรษฐีมากๆคือ จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย และสหราชอาณาจักร

ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้แต่เศรษฐีผู้มีความมั่งคั่งสูงยังนิยมใช้บริการของกองทุนรวม ดังนั้น กองทุนรวมจึงเป็นวิธีการลงทุนที่ช่วยนำพาผู้ลงทุนไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกประเด็นหนึ่งที่สังเกตเห็นชัดเจนมากคือ ปัจจัยสำคัญในการเลือกผู้บริหารความมั่งคั่งให้ สำหรับเศรษฐีที่มีอายุเกิน 60ปี ความต้องการสามประการนี้จะเด่นมากคือ คำแนะนำในการลงทุน ความเชี่ยวชาญในการวางแผนการเงินโดยทั่วไป และความเชี่ยวชาญในการวางแผนเพื่อการเกษียณ ซึ่งดิฉันถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับนักวางแผนการเงินค่ะ

เนื่องจากเนื้อที่คอลัมน์มีจำกัด ท่านที่สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก World Wealth Report 2016 ฉบับเต็มของ Capgemini ค่ะ