หลังจาก Brexit ผ่านมาแล้ว 2 สัปดาห์
แต่สัญญาณความไม่แน่นอน ที่ป่วนตลาดการเงินโลกยังคงลุกลามต่อเนื่อง เมื่อธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ต้องอัดฉีดเงิน QE ระลอกใหม่ถึง 5 หมื่นล้านปอนด์ เพื่ออุ้มสภาพคล่องในระบบการเงินของอังกฤษ ในจำนวนหนี้ราวครึ่งหนึ่งหรือ 2.5 หมื่นล้านปอนด์ ถูกนำไปช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษ ที่กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง จากการที่ต้องตัดลดมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไว้ลงถึง 17% และยังสืบเนื่องมาจากการแตกตื่นของรายย่อยพากันขายทิ้งหน่วยลงทุน เพื่อขอไถ่ถอนเงินคืนจำนวนมหาศาล จนบริษัทที่ทำหน้าที่บริหารกองทุนในอสังหาริมทรัพย์ต้องหยุดการไถ่ถอนเงินคืนเป็นระยะเวลา 28 วัน เพื่อปกป้องสภาพคล่องที่อาจจะหดหายไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง
เพียงช่วงเวลา 1 สัปดาห์ผลจาก Brexit ได้ลามกระทบตลาดการเงิน จนทำให้ภาวะฟองสบู่อสังหาฯในอังกฤษเริ่มแตก เมื่อ Standard Life กองทุนที่ลงทุนในอสังหาฯ รายใหญ่ที่สุดของอังกฤษเริ่มขาดสภาพคล่อง เนื่องจากการขอไถ่ถอนของรายย่อยมากกว่า 2.9 พันล้านปอนด์ หรือ 3.9 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากราคาบ้านและอสังหาฯร่วงลงมากกว่า 5% ทันทีหลัง Brexit และตลาดคาดว่าในช่วงที่อังกฤษถอยจากอียูระหว่าง 2-3 ปีข้างหน้า ราคาอสังหาฯของอังกฤษจะร่วงลงอีกไม่น้อยกว่า 20% โดยในสองวันถัดมาปัญหาได้ลามเป็นโดมิโน่กระทบถึง 7 บริษัทบริหารกองทุนอสังหาฯในอังกฤษ จนทำให้นักลงทุนอ่อนไหวและไม่มั่นใจต่อความมั่นคงของมูลค่าอสังหาฯที่ถืออยู่ในมือ ตัดสินใจขายทิ้งอย่างหนัก
ท่ามกลางค่าเงินปอนด์ส่อเค้าวิกฤติหนัก ร่วงลงทะลุ 1.30 ดอลลาร์แตะระดับ 1.29 ดอลลาร์ต่ำสุดในรอบ 31 ปี เหตุจากนักลงทุนหวั่นเศรษฐกิจอังกฤษเกิดภาวะถดถอยรุนแรง และลอนดอนอาจสูญเสียสถานภาพเป็นศูนย์กลางการเงินยุโรป แต่แนวโน้มเงินปอนด์จะยังคงอ่อนค่าลงอีก หลังอังกฤษโหวตออกจากสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ วันนี้เงินปอนด์ร่วงลงถึง 13% จากช่วงปลายปีที่แล้ว โดยที่บรรดานักเก็งกำไรขาใหญ่คาดว่าเงินปอนด์อาจจะร่วงลงไปอีก 15-20% ในปีนี้ เนื่องจากบีโออีเปิดทุกท่ออัดฉีดสภาพคล่อง ประกาศพร้อมอัดฉีด QE 2.5 แสนล้านปอนด์ หรือ 3.46 แสนล้านดอลลาร์ เตรียมลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง หลังนำร่องผ่อนคลายระบบธนาคารพาณิชย์ประกาศลดสัดส่วน capita l requirement หรือเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบแบงก์ในอังกฤษเหลือที่ 0% จากอัตราเดิมที่ 0.5% เพื่อเปิดช่องทางให้ระบบเครดิตสินเชื่อเข้าสู่ตลาดการเงินของอังกฤษ
นอกจากนี้ สัญญาณจากวิกฤติเงินปอนด์ และตลาดการเงินในอังกฤษ ได้เป็นปัจจัยความเสี่ยงที่กระตุ้นให้วิกฤติแบงก์ในอิตาลีปะทุเป็นปัญหาที่หนักหน่วงมากขึ้น โดยผู้นำประเทศอิตาลีเปิดศึกวิวาทะกับนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เรียกร้องให้เข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือแบงก์ของอิตาลีมากขึ้น จากที่ธนาคารกลางอิตาลีเตรียมเงินเสริมสภาพคล่องระบบแบงก์เอาไว้ 1.5 แสนล้านยูโร แต่ยังมีหนี้เอ็นพีแอลอีกถึง 3.6 แสนล้านยูโร แม้แต่เยอรมันที่นับว่ามีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรปขณะนี้ ก็กำลังประสบปัญหาหนักในระบบการธนาคารโดยเฉพาะ 3 แบงก์ใหญ่ที่เริ่มส่อเค้าตึงเครียดมากขึ้น โดยเฉพาะดอยช์แบงก์ที่มีปัญหาความเสี่ยงด้านพอร์ตลงทุนตราสารอนุพันธ์มูลค่ามหาศาลถึง 72.8 ล้านล้านดอลลาร์
โดยล่าสุดโฆษกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกเตือนประเทศในเอเชียระวังวิกฤติหนี้ในยุโรป จะสร้างความเสี่ยงให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของยุโรปจะมีความไม่แน่นอนที่เกิดจาก Brexit และกระทบเศรษฐกิจโลก รวมทั้งความเคลื่อนไหวของตลาดซึ่งรวมถึงค่าเงินต่างๆ ของโลก พร้อมกับเรียกร้องให้อังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) ร่วมกันหาทางลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เพราะภายหลัง Brexit ได้สร้างความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก แม้แต่นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ย้ำว่า จะยังคงเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมให้การสนับสนุนประเทศสมาชิกหากจำเป็น






