ผลประชามติเรื่อง Brexit อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกในอนาคต นักลงทุน
รัฐบาล และธนาคารกลางต่างๆ ต่างก็เกาะติดผลกระทบจากกระบวนการเจรจาต่อรองระหว่าง UK และ EU ในเรื่องการถอนตัวจากสมาชิกภาพอย่างเป็นทางการกันอย่างใกล้ชิด
สาเหตุที่ทำให้ฝ่าย Brexit ชนะผลการทำประชามติในครั้งนี้ น่าจะมีอยู่สองประการด้วยกันคือ ประการแรก เป็นผลจากการหดตัวของการค้าโลกภายหลังจากวิกฤตการเงินปี ค.ศ.2008 และ ประการที่สอง เป็นผลจากการที่ EU ได้ขยายกฎระเบียบสำหรับประเทศสมาชิกมากขึ้นภายหลังจากวิกฤตการเงินโลก จนกลายเป็นประเด็นที่จุดกระแสการเรียกร้องให้ UK แยกตัวออกจาก EU ในที่สุด
วิกกฤติการเงินเมื่อปี ค.ศ.2008 ได้ส่งผลทางลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ซึ่งจากเอกสารการศึกษาของ European Parliament เองในปี 2015 พบว่า ในระหว่างปี ค.ศ.2006-2011 มีประเทศสมาชิกของ EU จำนวน 2 ใน 3 ของทั้งหมดที่พบว่ามีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากว่ามีช่วงห่างระหว่างอัตราค่าจ้างแรงงานที่มีทักษะสูงกับแรงงานไร้ทักษะที่ขยับกว้างมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะเดียวกัน มีบางประเทศที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ที่สูงมากขึ้นด้วย ทำให้ EU ต้องเพิ่มมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (fiscal consolidation program) กับบางประเทศสมาชิกมากขึ้น จนกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศที่มีปัญหาเรื่องหนี้สินอยู่มีการหดตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก
และในหลายประเทศที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจก็ต้องเจอกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แม้แต่ในภายหลังที่เศรษฐกิจได้ฟื้นตัวแล้วก็ตาม เช่น ประเทศสเปน ไอร์แลนด์ กรีซ และเอสโตเนีย เป็นต้น หมายความว่า วิกฤติเศรษฐกิจได้ส่งผลให้ระดับรายได้ของกลุ่มคนที่ยากจนซึ่งอยู่ในช่วงระดับรายได้ที่ต่ำนั้นมีการหดตัวของรายได้คิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการหดตัวของรายได้ในกลุ่มคนร่ำรวยที่มีช่วงระดับรายได้ที่สูงกว่านั่นเอง แม้ในหลายประเทศที่มีระบบสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งและมีอำนาจต่อรองเรียกร้องประโยชน์ทางด้านสวัสดิการสังคมจากรัฐได้มากจนสามารถควบคุมปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ได้ดีกว่าก็ตาม แต่การที่ค่าแรงขั้นต่ำไม่สามารถปรับลดลงได้แม้ในยามวิกฤตินั้น ได้ส่งผลเสียทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่สูงมากขึ้น โดยเฉพาะในตำแหน่งงานประจำที่มีความมั่นคง จะยิ่งหาได้ยากมากขึ้น
ในขณะที่ UK นั้นกลับอิงกับระบบกลไกตลาดเสรีมากกว่า ดังนั้นจึงมีขนาดของปัญหาความเหลื่อมล้ำในค่าจ้างแรงงานที่สูงมากขึ้นในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก (ดูภาพประกอบ) ทั้งนี้เพราะว่าค่าจ้างของแรงงานที่มีทักษะน้อยมีการปรับตัวลดลงตามกลไกตลาดได้มากกว่า จึงเป็นเหตุให้ UK ไม่มีปัญหาการว่างงานที่สูงเหมือนในประเทศสมาชิกอื่นใน EU ทำให้มีแรงงานระดับล่างและกลางจำนวนมากจากประเทศอื่นที่ต้องการจะอพยพเข้าไปแย่งงานทำกับคนของ UK เองในช่วงหลังวิกฤติการเงินโลก จนเกิดเป็นกระแสต่อต้านแรงงานอพยพใน UK ในเวลาต่อมา และนำไปสู่ประเด็นเรื่อง Brexit ในที่สุด
บทเรียนของ Brexit ข้างต้น น่าจะช่วยให้เราได้ตื่นรู้ไปด้วยกับความซับซ้อนของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เราเองก็ถกเถียงกันมาหลายปีและในหลายเวที แต่มักจบลงที่ข้อสรุปว่าเพราะเราขาดระบบสวัสดิการสังคมแบบที่ตะวันตก ซึ่งแม้ว่านั่นจะเป็นข้อเท็จจริงก็ตาม แต่เราก็ต้องระมัดระวังหลีกเลี่ยงผลเสียของมันดังเช่นที่เกิดกับกรณีของประเทศเวเนซุเอล่าในขณะนี้ เพราะแต่ละประเทศก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไปตามบริบททางประวัติศาสตร์ดังเช่นกรณีของ EU ข้างต้น คงถึงเวลาแล้วที่เราจะได้หันมาทบทวนเรื่องนี้ตามบริบททางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยบ้าง เพื่อจะได้ช่วยกันกำหนดทิศทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังซบเซานี้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้นต่อไป









