เบลเยี่ยมเป็นประเทศเล็กไม่เคยคิดการณ์ใหญ่ ไม่ก้าวร้าวหรือคิดรบรุกรานใครๆ ซ้ำร้ายด้วยทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อ
คั่นกลางและเป็นทางผ่านระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี เบลเยี่ยมจึงเคราะห์ร้ายถูกขนาบและกลายเป็นสมรภูมิรบของศึกยุโรปแย่งชิงความเป็นใหญ่ระหว่างมหาอำนาจมากกว่าประเทศใดๆ ในภูมิภาคนี้
ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยุโรปทั้งทวีปเสียหายราบพนาจนเข็ดหลาบ โรเบิร์ต ชูมันน์ รัฐมนตรีต่างประเทศของฝรั่งเศสจึงได้ริเริ่มและเสนอจัดตั้งประชาคมยุโรปขึ้นมาเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 1950 เริ่มจากการก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจและถ่านหินแห่งยุโรปเป็นขั้นแรก โดยมีสมาชิกก่อตั้ง 6 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อิตาลี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์และลักเซมเบิร์ก ด้วยหวังว่ายุโรปจะไม่มีวันเป็นสมรภูมิรบของสงครามโลกครั้งที่ 3 อีกต่อไป
ณ เวลานั้น เบลเยี่ยมถูกมองว่ามีความเหมาะสมมากที่สุดในการเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สำหรับโครงการสร้างยุโรปเป็นหนึ่งเดียว นอกจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าเบลเยี่ยมไม่ใช่ประเทศที่ทะเยอทะยานมักใหญ่ให้กังวลแล้ว การเลือกประเทศเล็กๆ อย่างเบลเยี่ยมช่วยป้องกันข้อขัดเคืองแย่งชิงระหว่างฝรั่งเศส (ที่อยากให้ปารีสเป็นศูนย์กลางใจจะขาด) และเยอรมนี รวมทั้งอิตาลีได้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บรัสเซลส์เมืองหลวงของเบลเยี่ยมจึงมีฐานะเป็นเมืองหลวงของประชาคมยุโรปไปโดยปริยาย กลายเป็นภาพพจน์ใหม่ที่พึงปรารถนาเป็นที่สุด
แต่เหมือนเป็นดินแดนที่ถูกสาป เพราะตลอดระยะเวลาร่วม 6 ทศววรษที่บรัสเซลส์ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงของยุโรปได้ดีไม่มีตกบกพร่องนั้น ภายในประเทศกลับเกิดปัญหาความขัดแย้งอย่างเงียบๆ ที่ร้าวลึกระหว่างกลุ่มที่พูดภาษาฝรั่งเศสและกลุ่มที่มีเชื้อสายดัทช์ ที่ค่อยๆ พัฒนานับตั้งแต่เปิดสหัสวรรษปี 2000 จนร้าวหนักถึงขั้นเกิดความคิดต้องการแยกแบ่งเป็นสองประเทศ
นับตั้งแต่ปี 2007 เบลเยี่ยมประสบปัญหาวิกฤติการเมืองจนยากจะประสานได้ ใครๆ จะเชื่อว่า เบลเยี่ยมในฐานะเมืองหลวงแห่งยุโรปแห่งนี้จะสร้างสถิติที่ไม่พึงปรารถนา เป็นประเทศที่ไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศเป็นตัวเป็นตนนานติดต่อกันถึง 541 วันในช่วงระหว่างปี 2010-2011 แซงหน้าอิรัค (ที่ประสบกับปัญหาสงครามความรุนแรงมาตลอด)
เหตุการณ์ระเบิดก่อการร้ายครั้งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในกรุงปารีสเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2015 และในนครบรัสเซลส์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหมือนเป็นผีซ้ำด้ามพลอยกระหน่ำตีเบลเยี่ยมให้ช้ำหนักยิ่งกว่าเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏว่า ศูนย์บัญชาการการก่อการร้ายในทั้งสองเหตุการณ์อยู่ในเบลเยี่ยม กระทำโดยคนสัญชาติเบลเยี่ยม และเบลเยี่ยมมีจำนวนผู้ก่อการร้ายเป็นสัดส่วนต่อประชากรมากที่สุดในยุโรปตะวันตก
ท่ามกลางวิกฤติที่กระหน่ำซ้ำเติมประเทศสารพัด ว่ากันว่า อย่างน้อยที่สุด สถาบันกษัตริย์ เบียร์และทีมฟุตบอล คือสามสิ่งที่ช่วยประคับประคองยึดเหนี่ยวความเป็นเบลเยี่ยมให้คงอยู่ (รอด) ได้
เพราะฉะนั้นแล้ว ทีมชาติเบลเยี่ยมที่เป็นศูนย์รวมของความแตกต่างแปลกแยก และกระจกเงาสะท้อนถึงความหลากหลายของนักเตะสารพัดเชื้อชาติ จึงถูกคาดหวังไว้อย่างสูงในศึก Euro 2016ด้วยหวังว่า ความสำเร็จถึงขั้นคว้าแชมป์ยุโรปจะช่วยแก้ปัญหาภายในและภาพพจน์ของประเทศให้ดีขึ้นกว่าเดิม
เป็นความคาดหวังที่วางอยู่บนพื้นฐานความจริง เพราะเบลเยี่ยมทีมนี้คือทีมอันดับหนึ่งของยุโรปตามแร๊งกิ้งของฟีฟ่า (และเคยขึ้นอันดับหนึ่งของโลกเมื่อปีที่แล้ว) เป็นทีมที่มีนักเตะค่าตัวรวมกันแพงที่สุด เป็นทีมที่มีนักเตะระดับสตาร์รวมกันอยู่ในทีมมากที่สุดทีมหนึ่ง แถมยังมีอดีตวุฒิสมาชิกเป็นเฮดโค๊ชด้วย เรียกว่าโอกาสเปิดให้ทีมชาติเบลเยี่ยมอย่างเต็มที่
แต่สุดท้าย ความคาดหวังอย่างสูงก็ต้องถูกทำลายลงด้วยฝีมือของประเทศที่เล็กกว่าอย่างเวลส์จนตกรอบแปดทีมสุดท้าย เป็นเวลส์ที่โหวต leave เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (ด้วยสัดส่วนร้อยละ 53 ต่อ 47) ไม่ยอมรับอำนาจของ “บรัสเซลส์” ในชายคาสหภาพยุโรปอีกต่อไป และเป็นเวลส์อีกครั้งหนึ่งที่ reject โอกาสและความหวังอันยิ่งใหญ่ของ “บรัสเซลส์” ภายในช่วงระยะเวลาห่างกันเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น
นับเป็นเวลส์เป็นกรรมเสียจริงๆ สำหรับเบลเยี่ยม






