วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ล้งจีน’กำลังจะสร้างปัญหา

‘ล้งเล้ง’ให้กับความสัมพันธ์ไทย-จีน

ประเด็นเรื่อง “ล้งจีน” เป็นหัวข้อการวิเคราะห์จากหลายสำนัก แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างชัดเจนจากรัฐบาล ทั้งในระดับเอกชนและระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล

เพราะหากไม่แก้ปัญหาที่พ่อค้าชาวจีน เข้ามาตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้อย่างเป็นล่ำเป็นสันที่เรียกว่า “ล้งจีน” แล้ว อาจกลายเป็นวิกฤตที่นำไปสู่ความเสื่อมทราม ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขึ้นมาได้

เพราะ “ล้งจีน” จำนวนมากได้ขยายฐานเข้ายึดครอง การค้าผลไม้ไทยหลายจังหวัด อันอาจนำไปสู่การที่พ่อค้าจีนสามารถกำหนดราคาผลไม้ไทยในอนาคต

วันนี้อาจจะดูว่าดีที่ราคาผลไม้ไทยที่ “ล้งจีน” รับซื้อสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป แต่กลไกตลาดใดที่ถูกคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกำกับและควบคุมได้ ก็จะตกอยู่ในภาวะที่ถูกคนกลุ่มนั้นกำหนดให้ขึ้นและลงจากความประสงค์ เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของเขาเท่านั้น

แนวทางการแก้ปัญหาเท่าที่ผมได้รับทราบจากหลายฝ่าย ที่ได้ตั้งวงระดมความเห็นกันในระยะหลังมีหัวข้อสำคัญคือ

1. คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจอย่างนี้ได้หรือไม่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีทั้ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว, พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า, พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตรฯ, พ.ร.บ.ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเป็นต้น

2. คนไทยที่เป็น “นอมินี” จะมีมาตรการจัดการอย่างไร?

3. การสร้างอำนาจต่อรองของเกษตรไทย จะต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย และจะต้องมาจากการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ทั้งสำหรับการผลิตและการตลาด อีกทั้งยังจะต้องทำให้กระบวนการผลิตผลไม้ไทย ได้มาตรฐานสากลด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งต้องเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และวงการวิชาการ

ผู้รู้ในวงการนี้บอกว่าล้งจีนเสนอราคาดี เงินทุนหนา รัฐบาลเขาสนับสนุน บางแห่งมีเงินทุนมากถึง 1,000 ล้านบาท อีกทั้งระบบการกระจายสินค้าของเขาที่ปลายทางก็เป็นระบบ มี logistics ที่มีประสิทธิภาพ

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดจันทบุรี ให้ข้อมูลผ่านการสัมมนาเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า

จันทบุรีมีล้งลำไย 53 ล้ง แบ่งเป็นล้งจีนร่วมทุนกับคนไทย 45 ล้ง และทุเรียน 107 ล้ง มีสัดส่วนร่วมทุน 60% ล้งไทย 40% มังคุด 122 ล้ง ร่วมทุน 55% ล้งไทย 40% ล้งเวียดนาม 5% กล้วยไข่ 47 ล้ง ร่วมลงทุน 60% ล้งจีน 40%

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ดำเนินการวิจัยหัวข้อนี้บอกว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการล้งจีนในไทยมีจำนวน 1,090 ราย แบ่งเป็นผู้ค้าลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย และมังคุด 65 ราย ส่วนใหญ่อยู่ภาคตะวันออกเช่น ระยอง จันทบุรี และตราด

อาจารย์บอกว่าล้งจีนมีทั้งบริษัทร่วมทุนและนอมินี เพื่อทำธุรกิจผลไม้ในประเทศไทย รุกคืบเข้ามาทำธุรกิจด้านนี้แบบ “ครบวงจร” เกือบไม่เหลือพื้นที่ทำธุรกิจให้กับคนไทย

ล้งเหล่านี้ไม่ได้รับซื้อผลไม้จากผู้รวบรวมอย่างเดียว แต่เข้าไปซื้อแบบเหมาสวน ซึ่งย่อมแปลว่าเขาสามารถกำหนดความเป็นไปไม่ว่าจะเป็นราคา คุณภาพ และทิศทางของการเกษตรผลไม้ของไทยได้อย่างน่ากลัว

รัฐบาลไทยต้องยกเอาเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญ ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงการรุกคืบธุรกิจท่องเที่ยวของพ่อค้าจีนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ไม่น่าจะสอดคล้องกับหลักการ การคบหากันโดยเคารพถึงความ “ละเอียดอ่อน” ของแต่ละประเทศในเรื่องที่ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่ง กระทำในสิ่งที่กระทบต่อการเมือง, เศรษฐกิจและสังคม

อเมริกันเคยมีพฤติกรรมน่าเกลียดน่ากลัว จนมีคนเรียกขานว่า The Ugly American

รัฐบาลไทยควรจะกระซิบบอกผู้นำจีน ว่าต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดกระแส The Ugly Chinese ขึ้นมา เพราะวิถีปฏิบัติของพ่อค้า ที่หวังผลกำไรอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในโลกยุคดิจิทัลทุกวันนี้